meowwarattada.com

MEOWWARATTADA WEBBOARD

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะจากใจ  (อ่าน 181584 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5316
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #885 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2015, 20:44:41 PM »
อานิสงค์ ของการสร้างบุญบารมี ( ทาน, ศีล, ภาวนา )

โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ทาน


การทำทาน ได้แก่การสละทรัพย์สิ่งของสมบัติของตนที่มีอยู่ให้แก่ผู้อื่น โดยมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุขด้วยความเมตตาจิตของตน ทานที่ได้ทำไปนั้น จะทำให้ผู้ทำทานได้บุญมากหรือน้อยเพียงใด ย่อมสุดแล้วแต่องค์ประกอบ ๓ ประการ ถ้าประกอบถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบทั้ง ๓ ประการต่อไปนี้แล้ว ทานนั้นย่อมมีผลมาก ได้บุญบารมีมาก กล่าวคือ

องค์ประกอบข้อที่ ๑ . " วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์ "
วัตถุทานที่ให้ ได้แก่สิ่งของทรัพย์สมบัติที่ตนได้สละให้เป็นทานนั้นเอง จะต้องเป็นของที่บริสุทธิ์ ที่จะเป็นของบริสุทธิ์ได้จะต้องเป็นสิ่งของที่ตนเองได้แสวงหา ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ในการประกอบอาชีพ ไม่ใช่ของที่ได้มาเพราะการเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ได้มาโดยยักยอก ทุจริต ลักทรัพย์ ฉ้อโกง ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ฯลฯ

ตัวอย่าง ๑ ได้มาโดยการเบียดเบียนชีวิตและเลือดเนื้อสัตว์ เช่นฆ่าสัตว์ต่าง ๆ เป็นต้นว่า ปลา โค กระบือ สุกร โดยประสงค์จะเอาเลือดเนื้อของเขามาทำอาหารถวายพระเพื่อเอาบุญ ย่อมเป็นการสร้างบาปเอามาทำบุญ วัตถุทาน คือเนื้อสัตว์นั้นเป็นของที่ไม่บริสุทธิ์ แม้ทำบุญให้ทานไป ก็ย่อมได้บุญน้อย จนเกือบไม่ได้อะไรเลย ทั้งอาจจะได้บาปเสียอีก หากว่าทำทานด้วยจิตที่เศร้าหมอง แต่การที่จะได้เนื้อสัตว์มาโดยการซื้อหามาจากผู้อื่นที่ฆ่าสัตว์นั้น โดยที่ตนมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจในการฆ่าสัตว์นั้นก็ดี เนื้อสัตว์นั้นตายเองก็ดี เนื้อสัตว์นั้นย่อมเป็นวัตถุทานที่บริสุทธิ์ เมื่อนำมาทำทานย่อมได้บุญมากหากถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบข้ออื่น ๆ ด้วย

ตัวอย่าง ๒ ลักทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ รวมตลอดถึงการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง อันเป็นการได้ทรัพย์มาในลักษณะที่ไม่ชอบธรรม หรือโดยเจ้าของเดิมไม่เต็มใจให้ทรัพย์นั้น ย่อมเป็นของที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นของร้อน แม้จะผลิดอกออกผลมาเพิ่มเติม ดอกผลนั้นก็ย่อมเป็นของไม่บริสุทธิ์ ด้วยนำเอาไปกินไปใช้ย่อมเกิดโทษ เรียกว่า " บริโภคโดยความเป็นหนี้ " แม้จะนำเอาไปทำบุญ ให้ทาน สร้างโบสถ์วิหารก็ตาม ก็ไม่ทำให้ได้บุญแต่อย่างไร สมัยหนึ่งในรัชการที่ ๕ มีหัวหน้าสำนักนางโลมชื่อ " ยายแฟง " ได้เรียกเก็บเงินจากหญิงโสเภณีในสำนักของตนจากอัตราที่ได้มาครั้งหนึ่ง ๒๕ สตางค์ แกจะชักเอาไว้ ๕ สตางค์ สะสมเอาไว้เช่นนี้จนได้ประมาณ ๒ , ๐๐๐ บาท แล้วจึงจัดสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งด้วยเงินนั้นทั้งหมด เมื่อสร้างเสร็จแล้วแกก็ปลื้มปีติ นำไปนมัสการถามหลวงพ่อโตวัดระฆังว่าการที่แกสร้างวัดทั้งวัดด้วยเงินของแกทั้งหมดจะได้บุญบารมีอย่างไร หลวงพ่อโตตอบว่า ได้แค่ ๑ สลึง แกก็เสียใจ เหตุที่ได้บุญน้อยก็เพราะทรัพย์อันเป็นวัตถุทานที่ตนนำมาสร้างวัดอันเป็นวิหารทานนั้น เป็นของที่แสวงหาได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ เพราะว่าเบียดเบียนมาจากเจ้าของที่ไม่เต็มใจจะให้ ฉะนั้น บรรดาพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายที่ซื้อของถูก ๆ แต่มาขายแพงจนเกินส่วนนั้น ย่อมเป็นสิ่งของที่ไม่บริสุทธิ์โดยนัยเดียวกัน

วัตถุทานที่บริสุทธิ์เพราะการแสวงหาได้มาโดยชอบธรรมดังกล่าว ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นของดีหรือเลว ไม่จำกัดว่าเป็นของมากหรือน้อย น้อยค่าหรือมีค่ามาก จะเป็นของดี เลว ประณีต มากหรือน้อยไม่สำคัญ ความสำคัญขึ้นอยู่กับเจตนาในการให้ทานนั้น ตามกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธาที่ตนมีอยู่



บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5316
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #886 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2015, 20:45:06 PM »
องค์ประกอบข้อที่ ๒ . " เจตนาในการสร้างทานต้องบริสุทธิ์ "
การให้ทานนั้น โดยจุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อเป็นการขจัดความโลภ ความตระหนี่เหนียวแน่นความหวงแหนหลงใหลในทรัพย์สมบัติของตน อันเป็นกิเลสหยาบ คือ " โลภกิเลส " และเพื่อเป็นการสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขด้วย เมตตาธรรมของตน อันเป็นบันไดก้าวแรกในการเจริญเมตตา พรหมวิหารธรรมในพรหมวิหาร ๔ ให้เกิดขึ้น ถ้าได้ให้ทานด้วยเจตนาดังกล่าวแล้ว เรียกว่าเจตนาในการทำทานบริสุทธิ์ แต่เจตนาที่ว่าบริสุทธิ์นั้น

ถ้าจะบริสุทธิ์จริงจะต้องสมบูรณ์พร้อมกัน ๓ ระยะ คือ

( ๑ ) ระยะก่อนที่จะให้ทาน ก่อนที่จะทานก็จะมีจิตที่โสมนัสร่าเริงเบิกบานยินดีที่จะให้ทาน เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขเพราะทรัพย์สิ่งของของตน

( ๒ ) ระยะที่กำลังลงมือให้ทาน ระยะที่กำลังมือให้ทานอยู่นั้นเอง ก็ทำด้วยจิตใจโสมนัสร่าเริงยินดีและเบิกบานในทานที่ตนกำลังให้ผู้อื่น

( ๓ ) ระยะหลังจากที่ได้ให้ทานไปแล้ว ครั้นเมื่อได้ให้ทานไปแล้วเสร็จ หลังจากนั้นก็ดี นานมาก็ดี เมื่อหวนคิดถึงทานที่ตนได้กระทำไปแล้วครั้งใด ก็มีจิตใจโสมนัสร่าเริงเบิกบาน ยินดีในทานนั้น ๆ
เจตนาบริสุทธิ์ในการทำทานนั้น อยู่ที่จิตใจโสมนัสร่าเริงเบิกบานยินดีในทานที่ทำนั้นเป็นสำคัญ และเนื่องจากเมตตาจิต ที่มุ่งสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นความทุกข์ และให้ได้รับความสุขเพราะทานของตน นับว่าเป็นเจตนาบริสุทธิ์ในเบื้องต้น แต่เจตนาที่บริสุทธิ์เพราะเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้ จะทำให้ยิ่ง ๆ บริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก หากผู้ใดให้ทานนั้นได้ทำทานด้วยการวิปัสสนาปัญญา กล่าวคือ ไม่ใช่ทำทานอย่างเดียว แต่ทำทานพร้อมกับมีวิปัสสนาปัญญา โดยใคร่ครวญถึงวัตถุทานที่ให้ทานนั้นว่า อันบรรดาทรัพย์สิ่งของทั้งที่ชาวโลกนิยมยกย่องหวงแหนเป็นสมบัติกันด้วยความโลภนั้น แท้ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงวัตถุธาตุประจำโลก เป็นสมบัติกลาง ไม่ใช่ของผู้ใดโดยเฉพาะ เป็นของที่มีมาตั้งแต่ก่อนเราเกิดขึ้นมา และไม่ว่าเราจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม วัตถุธาตุดังกล่าวก็มีอยู่เช่นนั้น และได้ผ่านการเป็นเจ้าของมาแล้วหลายชั่วคน ซึ่งท่านตั้งแต่ก่อนนั้น ได้ล้มหายตายจากไปแล้วทั้งสิ้น ไม่สามารถนำวัตถุธาตุดังกล่าวนี้ติดตัวไปได้เลยจนในที่สุดก็ได้ตกทอดมาถึงเรา ให้เราได้กินได้ใช้ไดยึดถือเพียงชั่วคราว แล้วก็ตกทอดสืบเนื่องไปเป็นของคนอื่น ๆ ต่อ ๆ ไปเช่นนี้ แม้เราเองก็ไม่สามารถจะนำวัตถุธาตุดังกล่าวนี้ติดตัวไปได้เลย จึงนับว่าเป็นสมบัติผลัดกันชมเท่านั้น ไม่จากไปในวันนี้ก็ต้องจากไปในวันหน้า อย่างน้อยเราก็ต้องจากต้องทิ้งเมื่อเราได้ตายลงนับว่าเป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยงแท้แน่นอน จึงไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเราได้ถาวรได้ตลอดไป แม้ตัววัตถุธาตุดังกล่าวนี้เอง เมื่อมีเกิดขึ้นเป็นตัวตนแล้ว ก็ต้องอยูในสภาพนั้นให้ตลอดไปไม่ได้ จะต้องเก่าแก่ ผุพัง บุบสลายไป ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแต่อย่างไร แม้แต่เนื้อตัวร่างกายของเราเองก็มีสภาพเช่นเดียวกับวัตถุธาตุเหล่านั้น ซึ่งไม่อาจจะตั้งมั่นให้ยั่งยืนอยู่ได้ เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องเจริญวัยเป็นหนุ่มสาวแล้วก็แก่เฒ่าและตายไปในที่สุด เราจะต้องพลัดพรากจากของอันเป็นที่รัก ที่หวงแหน คือทรัพย์สมบัติทั้งปวง

เมื่อเจตนาในการให้ทานบริสุทธิ์ผุดผ่องดีพร้อมทั้งสามระยะดังกล่าวมาแล้ว ทั้งยังประกอบไปด้วยวิปัสสนาปัญญาดังกล่าวมาแล้วด้วย เจตนานั้นย่อมบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ทานที่ได้ทำไปนั้นย่อมมีผลมาก ได้บุญมากหากวัตถุทานที่ได้ทำเป็นของบริสุทธิ์ตามองค์ประกอบข้อ ๑ ด้วย ก็ย่อมทำให้ได้บุญมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก วัตถุทานจะมากหรือน้อย เป็นของเลวหรือประณีตไม่สำคัญ เมื่อเราได้ให้ทานไปตามกำลังทรัพย์ที่เรามีอยู่ย่อมใช้ได้ แต่ก็ยังมีข้ออันควรระวังอยู่ก็คือ " การทำทานนั้นอย่าได้เบียดเบียนตนเอง " เช่นมีน้อย แต่ฝืนทำให้มาก ๆ จนเกินกำลังของตนที่จะให้ได้ เมื่อได้ทำไปแล้วตนเองและสามี ภริยา รวมทั้งบุตรต้องลำบาก ขาดแคลน เพราะว่าไม่มีจะกินจะใช้ เช่นนี้ย่อมทำให้จิตเศร้าหมอง เจตนานั้นย่อมไม่บริสุทธิ์ ทานที่ได้ทำไปแล้วนั้น แม้วัตถุทานจะมากหรือทำมาก ก็ย่อมได้บุญน้อย

บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5316
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #887 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2015, 20:45:26 PM »
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่ทำทานด้วยเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ คือ

ตัวอย่าง ๑ ทำทานเพราะอยากได้ ทำเอาหน้า ทำอวดผู้อื่น เช่น สร้างโรงเรียน โรงพยาบาลใส่ชื่อของตน ไปยืนถ่ายภาพลงโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อให้ได้รับความนิยมยกย่องนับถือ โดยที่แท้จริงแล้วตนมิได้มีเจตนาที่จะมุ่งสงเคราะห์ผู้ใด เรียกว่า " ทำทานด้วยความโลภ " ไม่ทำเพื่อขจัดความโลภ ทำทานด้วยความอยากได้ คืออยากได้หน้า ๆได้เกียรติ ได้สรรเสริญ ได้ความนิยมนับถือ

ตัวอย่าง ๒ ทำทานด้วยความฝืนใจ ทำเพราะเสียไม่ได้ ทำด้วยความเสียหาย เช่นทีพวกพ้องมาเรี่ยไร ตนเองไม่มีศรัทธาที่จะทำ หรือมีศรัทธาอยู่บ้างแต่มีทรัพย์น้อย เมื่อมีพวกมาเรี่ยไรบอกบุญ ต้องจำใจทำทานไปเพราะความเกรงใจพวกพ้อง หรือเกรงว่าจะเสียหน้า ตนจึงได้สละทรัพย์ทำทานไปด้วยความจำใจ ย่อมเป็นการทำทานด้วยความตระหนี่หวงแหน ทำทานด้วยความเสียดาย ไม่ใช่ทำทานด้วยจิตเมตตาที่มุ่งจะสงเคราะห์ผู้อื่น ซึ่งยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย ให้ไปแล้วก็เป็นทุกข์ใจ บางครั้งก็นึกโกรธผู้ที่มาบอกบุญ เช่นนี้จิตย่อมเศร้าหมอง ได้บุญน้อย หากเสียดายมาก ๆ จนเกิดโทสะจริตกล้าแล้ว นอกจากจะไม่ได้บุญแล้ว ที่จะได้ก็คือบาป

ตัวอย่าง ๓ ทำทานด้วยความโลภ คือทำทานเพราะว่าอยากได้นั่น อยากได้นี่ อยากเป็นนั่น อยากเป็นนี่ อันเป็นการทำทานเพราะว่าหวังสิ่งตอบแทน ไม่ใช่ทำทานเพราะมุ่งหมายที่จะขจัดความโลภ ความตระหนี่หวงแหนในทรัพย์ของตน เช่น ทำทานแล้วตั้งจิตอธิษฐานขอพรให้ชาติหน้าได้เป็นเทวดา นางฟ้า ขอให้รูปสวย ขอให้ทำมาค้าขึ้น ขอให้รำรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ทำทาน ๑๐๐ บาท แต่ขอให้ร่ำรวยนับล้าน ขอให้ถูกสลากกินแบ่งกินรวบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสมบัติสวรรค์ หากชาติก่อนไม่เคยได้ทำบุญใส่บาตรฝากสวรรค์เอาไว้ อยู่ๆก็มาขอเบิกในชาตินี้ จะมีที่ไหนให้เบิก การทำทานด้วยความโลภเช่นนี้ย่อมไม่ได้บุญอะไรเลย สิ่งที่จะได้พอกพูนเพิ่มให้มากและหนาขึ้นก็คือ " ความโลภ "

ผลหรืออานิสงส์ของการทำทานที่ครบองค์ประกอบ ๓ ประการนั้น ย่อมมีผลให้ได้ซึ่งมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติเอง แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งเจตนาเอาไว้ล่วงหน้าก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากเหตุ เมื่อทำเหตุครบถ้วนย่อมมีผลเกิดขึ้นตามมาเอง เช่นเดียวกับปลูกต้นมะม่วง เมื่อรดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยไปตามธรรมดาเรื่อยไป แม้จะไม่อยากให้เจริญเติบโตและออกดอกออกผล ในที่สุดต้นไม้ก็จะต้องเจริญเติบโตและผลิตดอกออกผลตามมา สำหรับผลของทานนั้น หากน้อยหรือมีกำลังไม่มากนัก ย่อมน้อมนำให้เกิดในมนุษย์ชาติ หากมีกำลังแรงมากก็อาจจะน้อมนำให้ได้บังเกิดในเทวโลก ๖ ชั้น เมื่อได้เสวยสมบัติในเทวโลกจนสิ้นบุญแล้ว ด้วยเศษของบุญที่ยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง ประกอบกับไม่มีอกุศลกรรมอื่นแทรกให้ผลก็อาจจะน้อมนำให้มาบังเกิดในมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง และเมื่อได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ก็ย่อมทำให้ได้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวยมั่งคั่ง สมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์ หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มีลาภผลมาก ทำมาหากินขึ้นและร่ำรวยในภายหลัง ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติหายนะไปเพราะวินาศภัย โจรภัย อัคคีภัย วาตภัย ฯลฯ
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

Daeng

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 732
    • ดูรายละเอียด
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #888 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2015, 16:06:56 PM »
ขอบคุณคำตอบจาก คุณเหมียวค่ะ ให้ความกระจ่างในการตัดสินใจ เราจะไม่รู้สึกผิดและเป็นทุกข์ อีกต่อไป ปล่อยวางทุกอย่างแล้วค่ะ
ขอบคุณมากๆค่ะ
บันทึกการเข้า

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5316
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #889 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2015, 11:43:55 AM »
ขอบคุณธรรมะค่ะ ขอบคุณธรรมะ ...

ขอให้คุณแดง พบความสุขสงบที่แท้จริงนะคะ
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5316
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #890 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2015, 09:11:50 AM »
ข้อความบางตอนจาก ธรรมบรรยายของหลวงพ่อชา ตอน "ทำใจให้เป็นบุญ" ค่ะ นำมาฝากช่วงสิ้นปีเก่า ขึ้นปีใหม่ คลับคล้ายคลับคลาว่า เคยนำมาฝากแล้ว แต่ก้ไม่เป็นไร ฝากซ้ำก็ไม่เสียหายนะคะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การทำใจให้เป็นบุญนั้น ถือว่า พวกเราทุกๆคนต้องฝึก ต้องพยายามทำให้ได้เสมอๆค่ะ

"ระยะเวลานี้พวกเราแสวงบุญกันมาก มีคนแสวงบุญกันมาก ทุกแห่ง ที่ไหนที่ไหนก็มาผ่านวัดป่าพง ที่จะไปก็ผ่านนี้ ที่ไม่ผ่าน กลับมาก็ต้องผ่านนี้ ทอดผ้าป่าทอดกฐินทุกครั้ง ถ้าขาไปไม่พบ ขากลับก็ต้องมาผ่าน ก็คือต้องผ่านทั้งนั้น ฉะนั้นวัดป่าพงจึงเป็นเมืองผ่าน ผ่านไปชั่วคราว ผ่านไปผ่านมา บางคนที่มีธุระรีบร้อนก็ไม่ได้พบกัน ไม่ได้พูดกัน ฉะนั้นจึงต้องอาศัยเวลาของพวกเรา

โดยมากก็มาแสวงหาบุญกัน แต่ว่าไม่เคยเห็นญาติโยมที่แสวงหาการละบาป มีแต่แสวงบุญเรื่อยไป ไม่รู้จะเอาบุญไปไว้ตรงไหนก็ไม่รู้ ผ้าสกปรกไม่ฟอก แต่อยากจะรับน้ำย้อมนะ นี่มันเป็นอย่างนั้น"


แสวงหาบุญแต่ไม่ละบาป ... ประโยคนี้โดนใจมากๆค่ะ  :)

"คำสอนของพระท่านพูดไปโดยตรง ง่ายๆ แต่มันยากกับคนที่จะต้องปฏิบัติ มันยากเพราะคนไม่รู้ เพราะคนรู้ไม่ถึง มันจึงยาก ถ้าคนรู้ถึงแล้ว มันก็ง่ายขึ้นนะ"

"นี่มันเป็นเสียอย่างนี้ คำสอนของพระท่านบอกไว้สั้นๆ แต่คนเรามันผ่านไปๆ ฉะนั้นวัดป่าพงมันจึงเป็นเมืองผ่านธรรมะก็จึงเป็นเมืองผ่านของคน

สพฺพปาปสฺสอกรณํ กุสลสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ สามคาถาเท่านี้ ไม่มากเลย

สพฺพปาปสฺสอกรณํ การไม่กระทำบาปทั้งปวงนั่นน่ะ เอตัง พุทธานะสาสะนัง เป็นคำสอนของพระ อันนี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา แต่เราข้ามไปโน้น เราไปเอาอย่างนี้ การละบาปทั้งปวงน้อยใหญ่ทางกายวาจาใจน่ะเป็นเลิศประเสริฐแล้ว เอตัง พุทธานะสานะนัง อันนี้เป็นคำสอนของพระ อันนี้ เป็นตัวศาสนา อันนี้เป็นคำสั่งสอนที่แท้จริง"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 22, 2015, 09:14:53 AM โดย meow »
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5316
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #891 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2015, 09:14:38 AM »
ต่อนะคะ

"ธรรมดาของเรานะ เวลาจะย้อมผ้า ก็จะต้องทำผ้าของเราให้สะอาดเสียก่อน อันนี้ไม่อย่างนั้นสิ เราไปเที่ยวตลาด เห็นสีมันสวยๆ ก็นึกว่าสีนั้นสวยดี เราจะย้อมผ้าละ ไม่ดูผ้าของเรา จับสีขึ้นมา เห็นสีสวยๆ ก็จะเอามาย้อมผ้าอย่างนั้นแหละ เอามาถึงก็เอามาย้อมเลย ผ้าของเรายังไม่ได้ฟอก ไม่สะอาด มันก็ยิ่งขี้เหร่ไปกว่าเก่าเสียแล้ว เราคิดดูซิ กลับไปนี่ เอาผ้าเช็ดเท้าไปย้อม ไม่ต้องซักละนะ จะดีไหมน่ะ? ดูซิ"

จริงๆเลยนะคะ หลวงพ่อชาท่านสอนง่าย จะย้อมใจด้วยบุญ แต่ใจเรานั้นสกปรกด้วยกิเลสหนา หลายๆสี ก็คงย้อมได้ แต่ออกมาเลอะเทอะแน่เลย หรือ ถ้าสีผ้าเดิมเข้มมาก ย้อมสีบุญที่อ่อนกว่า สีบุญก็คงไม่ติดผ้า หรือ ไม่ปรากฎให้เห็น จริงไหมคะ
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5316
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #892 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2015, 09:20:53 AM »
ต่อค่ะ

"นี่ละ พระพุทธเจ้าท่านสอนกันอย่างนี้ เราข้ามกันไปหมด พากันทำบุญ แต่ว่าไม่พากันละบาป ก็เท่ากับว่ารูมันลึก ใครๆ ก็ว่ามันลึก ตั้งร้อยตั้งพันก็ว่ารูมันลึก คนจะว่าแขนมันสั้นนะไม่ค่อยจะมี มันต้องกลับ ธรรมะต้องถอยหลังกลับมาอย่างนี้ ถึงจะมองเห็นธรรมะ มันต้องมุ่งหน้ากันไปอย่างนี้

บางทีก็พากันไปแสวงหาบุญกัน ไปรถบัสคันใหญ่ๆ สองคัน สามคัน พากันไป ไปกันบางทีทะเลาะกันเสียบนรถก็มี บางทีกินเหล้า เมากันบนรถก็มี ถามว่าไปทำไม ไปแสวงบุญกัน ไปแสวงหาบุญ ไปเอาบุญ แต่ไม่ละบาป ก็ไม่เจอบุญกันสักที มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ อันนี้มันอยู่อย่างนี้ มันจะสะดุดเท้าเราใช่ไหม

ให้มองดูใกล้ๆ มองดูตัวเรา พระพุทธเจ้าท่านให้มองดูตัวเรา ให้สติสัมปชัญญะอยู่รอบๆ ตัวเรา ท่านสอนอย่างนี้ บาปกรรมทำชั่วทั้งหลายมันเกิดขึ้นทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ บ่อเกิดของบาปบุญคุณโทษก็คือกาย วาจา ใจ เราเอากาย วาจา ใจ มาด้วยหรือเปล่าวันนี้ หรือเอาไว้ที่บ้าน นี่ต้องดูอย่างนี้ ดูใกล้ๆ อย่าไปดูไกล เราดูกายของเรานี่ ดูวาจา ดูใจของเรา ดูว่าศีลของเราบกพร่องหรือไม่ อย่างนี้ไม่ค่อยจะเห็นมี

โยมผู้หญิงเราก็เหมือนกันแหละ ล้างจานแล้วก็บ่นหน้าบูดหน้าเบี้ยวอยู่นั้นแหละ มัวไปล้างแต่จานให้มันสะอาด แต่ใจเราไม่สะอาด นี่มันไม่รู้เรื่อง เห็นไหม ไปมองดูแต่จาน มองดูไกลเกินไปใช่ไหม ดูนี่ซิ ใครคงจะถูกเข้าบ้างละมังนี่ นี่ให้ดูตรงนี้มันก็ไม่สะอาด (หมายเหตุ 1) สะอาดแต่จานเท่านั้นแหละ แต่ใจเราไม่สะอาด นี่มันก็ไม่ดี เรียกว่าเรามองข้ามตัวเอง ไม่มองดูตัวเอง ไปมองดูแต่อย่างอื่น จะทำความชั่วทั้งหลาย ก็ไม่เห็นตัวของเรา ไม่เห็นใจของเรา ภรรยาก็ดี สามีก็ดี ลูกหลานก็ดี จะทำความชั่วแต่ละอย่างก็ต้องมองโน้นมอง นี้ แม่จะเห็นหรือเปล่า ลูกจะเห็นหรือเปล่า สามีจะเห็นหรือเปล่า ภรรยาจะเห็นหรือเปล่า อะไรอย่างนี้ ถ้าไม่มีใครเห็นแล้วก็ทำ อันนี้มัน ดูถูกเจ้าของว่า คนไม่เห็นก็ทำดีกว่า รีบทำเร็วๆ เดี๋ยวคนจะมาเห็น แล้วตัวเราที่ทำนี่มันไม่ใช่คนหรือ เห็นไหม นี่มันมองข้ามกันไปเสียhอย่างนี้ จึงไม่พบของดี ไม่พบธรรมะ ถ้าเรามองดูตัวของเรา เราก็จะเห็นตัวเรา จะทำชั่วเราก็รู้จัก ก็จะได้ห้ามเสียทันที จะทำความดีก็ให้ดูที่ใจ เพราะเราก็มองเห็นตัวของเราอยู่แล้ว ก็จะรู้จักบาป รู้จักบุญ รู้จักคุณ รู้จักโทษ รู้จักผิด รู้จักถูก อย่างนี้ก็ต้องรู้สึกสิ"


หมายเหตุ ๑: จุด 1 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “ตรงนี้มันก็ไม่สะอาดแต่จานเท่านั้นแหละ” แก้เป็น “ตรงนี้มันก็ไม่สะอาด สะอาดแต่จานเท่านั้นแหละ”


โดนๆๆๆ มากค่ะ เพราะ หลายครั้ง งานวัด งานบุญ ดื่มเหล้า เมากันถ้วนหน้า ค่านิยมจัด concert เลี้ยงเหล้างานศพ งานบุญ น่าจะต้องเลิกให้ได้โดยสิ้นเชิงนะคะ

ทำผ้าให้สะอาด แล้วค่อยย้อม ทำให้ใจสะอาด ขัดๆถูๆล้างๆ พอเติมบุญเข้าไป ถึงจะเห็นชัด จริงไหมคะ ...
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5316
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #893 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2015, 09:23:56 AM »
ต่อค่ะ

"นี่ถ้าไม่พูดก็ไม่รู้ เราโลภก็ไม่รู้ เราหลงก็ไม่รู้ อะไรๆ เราก็ไม่รู้ ไปมุ่งกันอย่างอื่น นี่เรียกว่าโทษของคนที่ไม่มองดูตัวของเรา ถ้าเรามองดูตัวของเรา เราก็จะเห็นชั่วเห็นดีทุกอย่าง อันนี้ดีก็จะได้เก็บไว้ แล้วเอามาปฏิบัติ เก็บดีมาปฏิบัติ ดีก็ทำตาม ความชั่วเก็บมาทำไม เก็บมาเพื่อเหวี่ยงทิ้ง

การละความชั่ว ประพฤติความดี นี่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง การไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา ใจ นั่นแหละถูกแล้ว เป็นคำสอนของพระ ถูกแล้วสะอาดแล้วละทีนี้ ต่อนั้นไปก็ กุสะละสูปะสัมปะทา คือ ทำใจให้เป็นบุญ เป็น กุศล คงรู้จักแล้ว เมื่อจิตเป็นบุญ จิตเป็นกุศลแล้วเราก็ไม่ต้องนั่งรถไป แสวงหาบุญที่ไหนใช่ไหม นั่งอยู่ที่บ้านเราก็จับบุญเอา จับเอา ก็เรารู้จักแล้ว อันนี้ไปแสวงหาบุญกันทั่วประเทศแต่ไม่ละบาป กลับไปบ้าน ก็กลับไปเปล่าๆ ไปทำหน้าบูดหน้าเบี้ยวอย่างเก่าอยู่นั่นแหละ ไปล้างจานหน้าบูดอยู่นั้นแหละ ไปดูแต่จานให้มันสะอาด แต่ใจเราไม่สะอาด ไม่ค่อยจะดูกัน นี่คนเรามันพ้นจากความดีไปเสียอย่างนี้ คนเราน่ะมันรู้ แต่ว่ามันรู้ไม่ถึง เพราะรู้ไม่ถึงใจของเรา ฉะนั้นหัวใจของพระศาสนาจึงไม่ผ่านเข้าหัวใจของเรา ใช่ไหม

เมื่อจิตของเราเป็นบุญเป็นกุศลแล้วมันก็จะสบาย นั่งยิ้มอยู่ในใจของเรานั้นแหละ แต่นี่หาเวลายิ้มได้ยากใช่ไหมนี่ เวลาที่เราชอบใจถึงยิ้มได้ใช่ไหม เวลาไม่ชอบใจละก็ยิ้มไม่ได้ จะทำยังไง ไม่สบาย หรือสบายแล้ว คนเราต้องมีอะไรชอบใจเราแล้วจึงจะสบาย ต้องให้คนในโลกทุกคนพูดทุกคำให้ถูกใจเราหมด แล้วจึงจะสบายอย่างนั้นหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะสบายได้เมื่อไร มีไหมใครจะพูดถูกใจเราทุกคน มีไหมนี่ แล้วเราจะเอาสบายได้เมื่อไร

เราต้องอาศัยธรรมะนี่ถูกก็ช่าง ไม่ถูกก็ช่างเถอะ เราอย่าไปหมายมั่นมัน จับดูแล้วก็วางเสีย เมื่อใจมันสบายแล้ว ก็ยิ้มอยู่อย่างนั้นแหละ อะไรที่ว่ามันไม่ดี ไม่พอใจของเราเป็นบาป มันก็หมดไป มีอะไรดี มันก็คงต้องเป็นไปของมันอย่างนั้น

สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เมื่อชำระบาปแล้ว มันก็หมดกังวล ใจก็สงบ ใจเป็นบุญเป็นกุศล เมื่อใจเป็นบุญ เมื่อใจเป็นกุศลแล้ว ใจก็สบายสว่าง เมื่อจิตใจมันสว่างแล้ว ก็ละบาป ใจสว่างใจผ่องใส จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน มันก็สบาย เมื่อสบายสงบแล้วนั่นแหละคือคุณสมบัติของมนุษย์ที่แท้เต็มที่ ที่เราอยู่สบายนั้นแหละ"


ที่มา: http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_cha/lp-cha_26.htm

เอามาฝากเพียงเท่านี้นะคะ ยาวไปเดี๋ยวพี่น้องๆจะเบื่ออ่านกัน

บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5316
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #894 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2016, 21:42:13 PM »
กำลังทำ power point ไปพูดให้กระทรวง ตปท อาทิตย์หน้าค่ะ เรื่อง "ศาสตร์การให้ สู่วิถีแห่งความสุข"

อ่านข้อมูลต่างๆมาหลาย ชม .. เลยนำมาฝากนิดค่ะ

https://www.gotoknow.org/posts/215961

การให้เป็นการดำรงชีวิตในระดับสูงสุด  ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของชนทั้งหลาย


การให้ทานที่ถูกต้อง  หรือการให้ทานด้วยความบริสุทธิ์ใจ  คือการให้ทานโดยไม่หวังผลใดๆ


สิ่งที่เราให้ออกไปคือสิ่งที่เราได้กลับมา  ถ้าคุณให้สิ่งที่ดี  คุณก็จะได้รับสิ่งที่ดีกลับคืนมา  ยิ่งคุณให้มาก  คุณก็ยิ่งได้รับมากหรือได้กลับคืนมาเป็นสิบเท่า


การให้ทานแก่ผู้อื่นควรทำแบบปิดทองหลังพระ  เมื่อเราให้โดยไม่หวังผลใดๆ เลย  เราจะรู้สึกปลอดโปร่งและมีความสบายใจ 


จงให้ทานหรือสื่งที่มีค่าแก่ผู้ที่รู้จักคุณค่าหรือผู้ที่สมควรได้รับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2016, 21:44:31 PM โดย meow »
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5316
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #895 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2016, 21:43:18 PM »
การให้ทานแบ่งออกเป็นสามอย่างได้แก่ 

1. ให้ทานเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค  ทรัพย์และสิ่งของต่างๆ

2. ให้ความรู้เป็นทาน

3. ให้อภัยในความผิดของผู้อื่นที่กระทำต่อเราหรือ "อภัยทาน"


การให้อย่างแรก คือการให้สิ่งของเป็นทาน  เป็นการให้ที่ง่ายที่สุด  แลสะดวกที่สุดเพราะเราเพียงแค่มีสิ่งของและมีผู้รับทาน  เราก็สำเร็จประโยชน์ได้ด้วยความเอื้อเฟื้อ  เสียสละ  แบ่งปัน  ช่วยเหลือ  สงเคราะห์ด้วยตัวเราเอง 


การให้อย่างที่สอง  คือการให้ความรู้หรือวิทยาทานหรือให้ศิลปะวิทยาการแก่ผู้ขาดความรู้  การให้ในข้อนี้ถือการให้ ธรรมทาน  เป็นการให้ที่เหนือกว่าการให้ทานทั้งปวงและเป็นการให้ที่ได้บุญกุศลสูงสุด


การให้อย่างที่สาม  คือ อภัยทาน  มีบุคคลอยู่สามประเภทที่คุณต้องให้อภัยได้แก่  บิดามารดา  คนอื่นๆ ทั้งหมด  และตัวคุณเอง


***  บิดามารดาของคุณเป็นบุคคลประเภทแรกที่คุณต้องให้อภัย  ไม่ว่าบิดามารดาหรือคนใดคนหนึ่งจะเคยทำร้ายคุณขนาดไหน  ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางจิตใจหรือทั้งสองอย่าง  คุณก็ต้องให้อภัยแก่ท่านโดยยอมรับว่าท่านทำดีที่สุดแล้วจากสิ่งที่ท่านเป็น  ในหลายๆ กรณี ท่านไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าได้ทำอะไรลงไปจึงทำให้คุณไม่ชอบใจอยู่จนทุกวันนี้


***  บุคคลประเภทที่สองที่คุณต้องให้อภัยคือคนอื่นๆ ทั้งหมด  คุณต้องให้อภัยได้อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ แก่คนทุกคนที่ล่วงเกินคุณโดยไม่มีข้อยกเว้น  นี่ไม่ได้หมายความว่าให้คุณชอบคนๆ นั้น  สิ่งที่ต้องทำคือเพียงแค่ให้อภัย  การให้อภัยเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวเป็นที่สุดเพราะว่ามันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคนๆ นั้นเลย  แต่ทว่ามันเกี่ยวข้องกับความสงบสุขทางใจและความสุขของตัวคุณเอง


***  บุคคลที่สามที่คุณต้องให้อภัยก็คือตัวคุณเอง  คุณต้องให้อภัยตัวเองสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณผิดพลาด  ซึ่งคุณเคยพูดเคยทำ  ชายและหญิงที่มีปัญญาและเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวล้วนแต่เคยทำผิดด้วยกันทั้งนั้น  เพราะด้วยความผิดพลาดนั้นเองที่ทำให้พวกเขาได้กลายเป็นคนที่ฉลาดและเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวมากขึ้น  ดังนั้นคุณต้องให้อภัยตังเองสำหรับทุกสิ่งที่คุณได้กระทำลงไป


>>>  จงให้อภัยไม่ว่าคนที่คุณเกลียดชัง  คนที่คุณอาฆาตพยาบาทจะเป็นใคร  คนที่แบกภาระแห่งอารมณ์ลบไว้ในใจจะพูดเหมือนกันว่า  พวกเขาไม่อาจลืมความเจ็บช้ำน้ำใจ  ความขมขื่น  ความชอกช้ำระกำใจที่คนอื่นทำไว้กับพวกเขาได้  พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  การที่พวกเขายังไม่ให้อภัยคู่กรณีเพราะบุคคลนั้นไม่มีความสำนึกเสียใจต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป  ไม่แม้แต่จะยอมรับหรือทำความเข้าใจว่าได้ทำสิ่งที่แสนเลวร้าย  หลายคนพูดถึงคนที่เขาไม่ให้อภัยว่า  "ผมให้อภัยเขาไม่ได้เพราะเขาไม่ได้สำนึกหรือเสียใจแม้แต่น้อย  คนพวกนี้จึงไม่สมควรจะได้รับการให้อภัยจากผม"  ถ้านั่นคือหลักการของการให้อภัยแล้วล่ะก็  แน่นอนว่ามีหลายคนในโลกนี้ไม่มีสิทธิ์ได้รับการให้อภัย 


มีหลายคนที่ทำให้ชีวิตผู้อื่นเสียหายแบบถาวรโดยขาดความสำนึกผิด  มีหลายคนที่ไม่สนแม้แต่นิดเดียวว่าได้ทำร้ายจิตใจใครบ้าง  อย่าว่าแต่ทำให้ชีวิตและจิตใจผู้อื่นพังทลายเลย


ขอให้คุณเข้าใจดังนี้  ถ้าคุณยอมให้ผู้ใดทำให้คุณเกลียดชัง  เคียดแค้น  ชิงชัง  อาฆาตพยาบาทเขาได้  เขาคนนั้นคือผู้ชนะ  ส่วนคุณคือผู้แพ้  จงอย่ายอมให้คุณเป็นผู้แพ้อีกแม้แต่วันเดียว


คุณมีความสามารถที่ให้อภัยได้  ไม่ใช่เพื่อเป็นของขวัญสำหรับพวกเขาแต่เพื่อเป็นของขวัญสำหรับตัวคุณเอง 


หากการให้อภัยของคุณจะทำให้เกิดผลพลอยได้ใดๆ แก่บุคคลนั้น  ก็ช่างมันเถอะ  คนที่คุณช่วยไว้คือตัวคุณเอง  คุณคือผู้ได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการทางอารมณ์นั้น


ตามที่กล่าวมานี้  ถ้าคุณยังให้อภัยแก่ใครไม่ได้  คุณลองสดับคำสอนของพระพุทธเจ้าต่อไปนี้ดู  เผื่อว่าอาจจะช่วยดับความอาฆาตพยบาทลงได้  พระธรรมนี้ว่าด้วยธรรมะดับความอาฆาตห้าประการ  คือ

บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5316
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #896 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2016, 21:43:48 PM »

ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด    พึงเจริญเมตตาในบุคคลนั้น

ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด    พึงเจริญกรุณาในบุคคลนั้น

ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด    พึงเจริญอุเบกขาในบุคคลนั้น

ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด    พึงนึกถึงการไม่นึกไม่ใฝ่ใจในบุคคลนั้น

ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด    พึงนึกถึงความเป็นผู้มีกรรมเป็นของๆ ตนให้มั่นในบุคคลนั้นว่า  ท่านผู้นี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของๆ ตน  เป็นทายาทแห่งกรรม  มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่ง  จักทำกรรมใดดีชั่วก็ตาม  จักเป็นทายาท(ผู้รับผล)ของกรรมนั้น

พึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นด้วยประการฉะนี้



จงจำไว้ว่า  การให้ทานอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างหรือทั้งสามอย่างที่ประกอบด้วยเมตตา  เป็นการจรรโลงความรักให้เกิดขึ้น


จงจำไว้อีกว่า  ไม่มีใครได้รับเกียรติจากการเป็นผู้รับ
เกียรตินั้นเป็นรางวัลสำหรับผู้ให้  และมือที่ให้ย่อมจะได้รับด้วย  ความจริงอย่างหนึ่งที่สำคัญเพื่อให้มีชีวิตอย่างมีความสุข คือ  คุณต้องให้เพื่อจะได้รับสิ่งดีๆ ในชีวิตนี้


จงจำให้ขึ้นใจว่า  จงให้ก่อนที่จะรับ  ถ้าคุณให้อยู่เรื่อยๆ คุณก็จะมีเรื่อยๆ ไป  ยิ่งให้ก็ยิ่งได้รับ  และหนึ่งในกฎของการมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จก็คือ  การที่คุณให้โดยปราศจากความเห็นแก่ตัวแล้วคุณก็จะได้รับผลตอบแทนที่แท้จริง  จงคิดถึงเรื่องการให้แทนที่จะคิดแต่เรื่องการรับ  จงให้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณไม่อาจทนที่จะไม่แบ่งปันได้เลย


จงจำไว้เสมอว่า  ทานที่ให้อย่างเปิดเผยจะให้การตอบแทนอย่างเร้นลับ  การทำทานไม่เคยเป็นสิ่งที่พอเพียง  ถ้าคุณคิดว่า  คุณให้มากพอแล้ว  จงคิดอีกครั้ง  คุณสามารถให้ได้มากกว่านั้นและมีคนที่คุณสามารถให้ได้เสมอ 


************************************
ปล. ข้อมูลที่นำมาเขียนนี้  ส่งมาจากบุคคลที่รู้จัก  และมีประสบการณ์ปวดร้าวทางจิตใจที่มีผู้หยิบยื่นให้  เขาอดทนต่อการกระทำนั้นๆ มาเป็นเวลานาน  เขาเจ็บปวด  พยายามหาเหตุผลและหาวิธีแก้แค้นมาตลอด  แต่เมื่อเขาได้เข้ามาศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา  เขาก็ได้รับคำตอบและวิธีการแก้ไข  ปัจจุบันบุคคลผู้นี้ได้ชื่อว่า  ชนะตนเองแล้ว...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ปราชญ์ขยะ
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/215961
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #897 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2016, 09:34:57 AM »
เมื่อตอนเด็กๆ ไม่รู้เรื่องธรรมะ  แต่พอได้เรียนได้รู้ ผิด ถูกตามแต่ประสบการณ์จะพาไป

  ทำให้รู้ว่า ธรรมะ นี่มันไม่รู้จะหาคำใดมาเปรียบได้จริงๆ

ดีใจที่พี่เหมียวและเพื่อนในนี้ นำธรรมะ  มาเล่าสู่กันฟัง ตามแต่โอกาสแต่ละคนได้ประสบพบเจอ ทำให้ไม่น่าเบื่อ

และได้ความรู้เยอะขึ้น เพราะบางเรื่องเราก็เข้าใจผิดมาตลอด    ลงเยอะๆก็ได้นะคะพี่เหมียว

ไม่เบื่อนะคะ  พี่เหมียวอธิบายง่ายดี  เข้าใจง่าย  ทำให้อยากอ่าน  อ่านแล้วสบายใจดี 

ขอบคุณธรรมะ  ขอบคุณพี่เหมียว :D :D :D
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5316
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #898 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2016, 19:18:18 PM »
ขอบคุณธรรมะค่ะ ขอบคุณธรรมะ   :D :D
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

surachart

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ธรรมะจากใจ
« Reply #899 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2016, 01:10:45 AM »
ขอบคุณธรรมะ  ขอบคุณพี่เหมียวมากครับ   
บันทึกการเข้า