meowwarattada.com

MEOWWARATTADA WEBBOARD

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

ผู้เขียน หัวข้อ: สุขใจที่ได้อ่าน....ดีใจที่มีโอกาสพบสิ่งทีดี....ขอบคุณค่ะ  (อ่าน 11609 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
เมื่อได้ธรรมะเบื้องต้นแล้ว
เวลาแก่ เวลาเจ็บ เวลาตาย
มันเห็นว่าร่างกายมันเป็น มันไม่ใช่เรา
เวลาพลัดพรากจากสิ่งที่รัก
มันก็เห็นเลยว่าแค่ความรู้สึกรัก
คนที่เรารักมันไม่ได้มีจริงนะ
มันเป็นความรู้สึกเท่านั้นเอง
เกลียดก็ความรู้สึกเกลียดเท่านั้นเอง
ทุกอย่างมาแล้วไป ทุกอย่างมาแล้วไป
เฝ้ารู้ เฝ้าดูอย่างนี้
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช
Cr.หนังสือธรรมะภาคปฏิบัติ หน้าที่ ๒๔
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
ฉันถามพระพุทธองค์ว่า
"ข้าพเจ้าจะปรับความสุขกับความทุกข์ให้เสมอภาคกันได้อย่างไร?”
พระพุทธองค์ทรงตอบฉันว่า
"มนุษย์นั้นมีหัวใจเพียงดวงเดียว แต่แบ่งเป็นสองห้อง ห้องหนึ่งความสุขอยู่ อีกห้องหนึ่งความทุกข์อยู่ เวลามีความสุขอย่าหัวเราะดังจนเกินไป เดี๋ยวห้องข้างๆจะได้ยิน”
...
หนึ่งในบางตอนของ #หนังสือเกร็ดธรรมนำชีวิต4 เรื่องฉันถามพระพุทธองค์
แปลถึงตรงนี้ ฉันก็เข้าใจในทันที
มิน่าล่ะ คนในโลกถึงได้มีความทุกข์มากกว่ามีความสุข ก็เพราะยามมีความสุขก็หัวเราะดังเสียจนลืมตัว พลอยปลุกความทุกข์ที่หลับอยู่ห้องข้างๆตื่นมาทำหน้าที่ของมันเสมอ
วันหลังอย่าหัวเราะให้มันดังมากนักล่ะ!
CR นุสนธิ์บุคส์
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
● อยู่เพื่อพัฒนากรรม ไม่ใช่อยู่เพื่อใช้กรรม ●

ที่พูดมานี้ เท่ากับบอกให้รู้ว่า..
เราจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องต่อกรรมที่แยกเป็น ๓ ส่วน
คือ กรรมเก่า - กรรมใหม่ - กรรมข้างหน้า

ขอสรุปวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องต่อกรรมทั้ง ๓ ส่วนว่า..
กรรมเก่า (ในอดีต)
เป็นอันผ่านไปแล้วเราทำไม่ได้..แต่เราควรรู้
เพื่อเอาความรู้จากมันนั้นมาใช้ประโยชน์
ในการแก้ไขปรับปรุงกรรมใหม่ให้ดียิ่งขึ้น

กรรมใหม่ (ในปัจจุบัน)
คือ กรรมที่เราทำได้ และจะต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด
ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ

กรรมข้างหน้า (ในอนาคต)
เรายังทำไม่ได้ แต่เราสามารถเตรียม หรือ วางแผน
เพื่อจะไปทำกรรมที่ดีที่สุด ด้วยการทำกรรมปัจจุบัน
ที่จะพัฒนาเราให้ดีงามและงอกงามยิ่งขึ้น
จนกระทั่งเมื่อถึงเวลานั้นเราก็จะสามารถทำกรรมที่ดี
สูงขึ้นไปตามลำดับ จนถึงขั้นเป็นกุศลอย่างเยี่ยมยอด

นี่แหละคือ คำอธิบายที่จะทำให้มองเห็นได้ว่า..
ทำไมจึงว่า..
คนที่วางใจว่าจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่กรรม (เก่า) นั้นแล
กำลังทำกรรมใหม่ (ปัจจุบัน) ที่ผิด เป็นบาป
คือ ความประมาท ได้แก่การปล่อยปละละเลย
อันเกิดจากโมหะ และมองเห็นเหตุผลด้วยว่า..
ทำไม พุทธศาสนาจึงสอนให้หวังผลจากการกระทำ

ขอย้ำอีกครั้งว่า..กรรมใหม่สำหรับทำ กรรมเก่าสำหรับรู้
อย่ามัวรอกรรมเก่าที่เราทำอะไรมันไม่ได้แล้ว
แต่หาความรู้จากกรรมเก่านั้น เพื่อเอามาปรับปรุง
การทำกรรมปัจจุบัน จะได้พัฒนาตัวเราให้สามารถ
ทำกรรมอย่างเลิศประเสริฐได้ในอนาคต

มีคำเก่าได้ยินมานานแล้วประโยคหนึ่ง คือที่พูดว่า
“คนเราเกิดมาเพื่อใช้กรรมเก่า”
ความเชื่ออย่างนั้นไม่ใช่ พุทธศาสนา และต้องระวัง
จะเป็นลัทธินิครนถ์

ที่พูดกันมาอย่างนั้น ความจริงก็คงประสงค์ดี คือ มุ่งว่า
ถ้าเจอเรื่องร้าย ก็อย่าไปซัดทอดคนอื่น และ อย่าไปทำอะไร
ที่ชั่วร้ายให้เพิ่มมากขึ้น ด้วยความโกรธแค้นเป็นต้น
แต่ยังไม่ถูกหลักพระพุทธศาสนา และจะมีผลเสียมาก

ลัทธินิครนถ์ ซึ่งก็มีผู้นับถือในสมัยพุทธกาล
จนกระทั่งในอินเดียทุกวันนี้ เป็นลัทธิกรรมเก่าโดยตรง
เขาสอนว่า คนเราจะได้สุข ได้ทุกข์อย่างไร
ก็เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้ในชาติปางก่อน และ สอนต่อไปว่า
ไม่ให้ทำกรรมใหม่ แต่ต้องทำกรรมเก่าให้หมดสิ้นไป
ด้วยการบำเพ็ญตบะ จึงจะสิ้นกรรมสิ้นทุกข์
นักบวชลัทธินี้จึงบำเพ็ญตบะทรมานร่างกายด้วยวิธีต่างๆ

คนที่พูดว่า เราอยู่ไปเพื่อใช้กรรมเก่านั้น
ก็คล้ายกับพวกนิครนถ์ นี่แหละ คิดว่าเมื่อไม่ทำกรรมใหม่
อยู่ไปๆ กรรมเก่าก็คงจะหมด ต่างแต่ว่า พวกนิครนถ์ไม่รอ
ให้กรรมเก่าหมดไปเอง แต่เขาบำเพ็ญตบะเพื่อทำกรรมเก่า
ให้หมดไปด้วยความเพียรพยายามของเขาด้วย

มีคำถามที่น่าสังเกตว่า
“ถ้าไม่ทำกรรมใหม่ อยู่ไปๆ กรรมเก่าจะหมดไปเองไหม”

เมื่อไม่ทำกรรมใหม่ อยู่ไป กรรมเก่าก็น่าจะหมดไปเอง
แต่ไม่หมดหรอก ไม่ต้องอยู่เฉยๆ แม้แต่จะชดใช้กรรมเก่าไปเท่าไรๆ ก็ไม่มีทางหมดไปได้

เหตุผลง่ายๆ คือ
๑. คนเรายังมีชีวิต ก็คือ เป็นอยู่ ต้องกินอยู่ เคลื่อนไหว
อิริยาบถ ทำโน่นทำนี่ เมื่อยังไม่ตาย ก็ไม่ได้อยู่นิ่งๆ
๒. คนเหล่านี้เป็นมนุษย์ปุถุชน ก็มีโลภ โกรธ หลง
โดยเฉพาะความหลง หรือโมหะนี้มีอยู่ประจำในใจตลอดเวลา
เพราะยังไม่ได้รู้เข้าใจความจริงถึงสัจธรรม

เมื่อรวมทั้งสองข้อนี้ก็คือ คนที่อยู่เพื่อใช้กรรมนั้น
เขาก็ทำกรรมใหม่อยู่ตลอดเวลา แม้แต่โดยไม่รู้ตัว
แม้จะไม่เป็นบาปกรรมที่ร้ายแรง แต่ก็เป็นการกระทำที่
ประกอบด้วยโมหะ เช่น กรรมในรูปต่างๆ ของความประมาท
ปล่อยชีวิตเรื่อยเปื่อย

ถ้ามองลึกเข้าไปในใจ โลภะ โทสะ โมหะ
ก็ผุดโผล่ขึ้นมาในใจของเขาอยู่เรื่อยๆ ในลักษณะต่างๆ
เช่น เศร้า ขุ่นมัว กังวล อยากโน่นอยากนี่ หงุดหงิด เหงา
เบื่อหน่าย กังวล คับข้อง ฯลฯ นี่ก็คือ ทำกรรมอยู่ตลอดเวลา
แถมเป็นอกุศลกรรมเสียด้วย

เพราะฉะนั้นอย่างนี้จึงไม่มีทางสิ้นกรรม
ชดใช้ไปเท่าไรก็ไม่รู้จักสิ้นสุด มีแต่เพิ่มกรรม

“แล้วทำอย่างไรจะหมดกรรม ?”
การที่จะหมดกรรม ก็คือ
ไม่ทำกรรมชั่ว ทำกรรมดี และทำกรรมที่ดียิ่งขึ้น
คือ แม้แต่กรรมดีก็เปลี่ยนให้ดีขึ้น จากระดับหนึ่งขึ้นไป
อีกระดับหนึ่ง

พูดเป็นภาษาพระว่า..
เปลี่ยนจากทำอกุศลกรรม เป็นทำกุศลกรรม และ
ทำกุศลระดับสูงขึ้นไปจนถึงขั้นเป็นโลกุตตรกุศล

ถ้าใช้ภาษาสมัยใหม่ ก็พูดว่า..
พัฒนากรรมให้ดียิ่งขึ้น
เราก็จะมีศีล มีจิตใจ มีปัญญา ดีขึ้นๆ ในที่สุดก็จะพ้นกรรม

พูดสั้นๆ ว่า กรรมไม่หมดไปด้วยการชดใช้กรรม
แต่หมดกรรมด้วยการพัฒนากรรม คือ ปรับปรุงตัว
ให้ทำกรรมที่ดียิ่งขึ้นๆ จนพ้นขั้นของกรรมไป
ถึงขั้นทำแต่ไม่เป็นกรรม คือ ทำด้วยปัญญาที่บริสุทธิ์
ไม่ถูกครอบงำหรือชักจูงด้วยโลภะ โทสะ โมหะ
จึงจะเรียกว่า " พ้นกรรม "

หนังสือ พุทธธรรม
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

Download pdf file : https://www.google.co.th/url?sa=t&source=web&rct=j&url=http%3A%2F%2Fwww.watnyanaves.net%2Fuploads%2FFile%2Fbooks%2Fpdf%2Fbuddhadhamma_extended_edition.pdf&ved=0ahUKEwjs8ojtmLvUAhXKRY8KHYprDmoQFggaMAA&usg=AFQjCNH2cyGwmTyx2KHxGrcIsnd4qG9EVQ&sig2=aJmNfLEUURdH9XXNG2wStQ

Download app : https://play.google.com/store/apps/details?id=th.ac.sau.buddhadham

เสียงอ่าน :
http://nimmalo.com/เสียงธรรม/เสียงอ่าน/พุทธธรรมฉบับปรับขยาย/
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด

เราโยนสิ่งใดขึ้นฟ้า สิ่งที่ตกลงมาก็คือสิ่งนั้น
ถ่มน้ำลายรดฟ้า ฟ้าก็ถ่มน้ำลายรดเรา
ที่จริงก็คือน้ำลายของเรา
เราโยนดอกไม้ขึ้นฟ้า ฟ้าก็โปรยดอกไม้สู่เรา
ที่จริงก็คือดอกไม้ของเราเหมือนกัน
สิ่งนี้เองคือกฎแห่งกรรม
ทำสิ่งใดไว้ ย่อมได้รับสิ่งเดียวกันเป็นผลตอบแทน
ดังนั้นเมื่อคิดจะโยนอะไรขึ้นฟ้า ก็ควรถามตนเองว่า...
เราพร้อมหรือยังที่จะรับผลแห่งการสะท้อนกลับ!
"หลายคนไม่อยากหัวแตก แต่ก็ชอบโยนหินขึ้นฟ้า
แล้วเราจะโทษใครได้ ถ้าหัวเราแตก"
รักจะเป็นคนขี้เกียจ ก็จะได้ความตกต่ำ
รักจะเป็นคนขยัน ก็จะได้ความก้าวหน้า
รักจะเป็นคนหลอกลวง ก็จะต้องอยู่คนเดียว
รักจะเป็นคนจริงใจ ก็จะมีมิตรสหายมาก
รักจะเป็นผู้ให้ ก็จะได้เป็นผู้รับ
รักจะเป็นผู้รับ ก็จะไม่มีใครให้
รักจะเป็นผู้ให้โอกาส ก็ได้รับโอกาส
รักจะเป็นผู้ฉวยโอกาส ก็จะไม่มีใครสนับสนุน
รักจะเป็นในสิ่งใด ก็จะได้สิ่งนั้นสะท้อนกลับมาเสมอ!!!
นี่คือกฎธรรมดาของโลกแห่งกรรมนิยาม
กฎแห่งธรรมชาติคือกฎอันศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งใหญ่ ไม่อาจต่อรอง
มนุษย์เป็นเพียงสัตว์โลกตัวเล็กๆ ซึ่งมีหน้าที่ทำความเข้าใจ
และปรับตัวอยู่ร่วมกับกฎแห่งธรรมชาติอย่างสันติ
อย่าพยายามฝ่าฝืน ดึงดัน แต่จงลื่นไหลไปตามนั้น
ทำเลวให้ได้ดีย่อมเป็นไปไม่ได้
โยนสิ่งใดขึ้นฟ้า เตรียมตัวไว้เถอะ
สักวันสิ่งนั้นจะตกใส่หัวคุณแน่นอน
พศิน อินทรวงค์
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
คนที่ใจไม่อยู่กับตัว เที่ยวออกไปรับสัญญาอารมณ์ภายนอก
ทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งอดีต อนาคต
ผู้นั้นก็จะต้องพบกับความร้อนใจด้วยประการต่างๆ
เปรียบเหมือนผู้ที่ไม่อยู่ในบ้านในเรือนของตัว
วิ่งออกไปเที่ยวนอกบ้าน มันก็จะต้องโดนแดดบ้าง
ฝนบ้าง ถูกรถชนบ้าง ถูกสุนัขบ้ากัดบ้าง
ถ้าหากเราอยู่แต่ภายในบ้านของเราแล้ว
แม้จะมีภัยอันตรายบ้างก็ไม่สู้มากนัก
และก็จะไม่ต้องประสบกับความร้อนใจด้วย
องค์หลวงพ่อลี ธมฺมธโร
Cr: FBอ่านเองนะ
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด

" จะหาอะไรกันนักหนา หาไปก็ตาย
เลี้ยงบำรุง มันก็บำรุงไปถึงตายเท่านั้น
ตายแล้วเอาอะไรไป ใจมันถือบุญกุศลนะ
นี้จะตายแล้ว มาโอดครวญว่าไม่ได้ทำดี "
หลวงปู่จาม มหาปุญโญ
Cr: FBอ่านเองนะ
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
○ ธรรมะเรื่องใหญ่ .. ทำใจเรื่องเล็ก ○
• ผู้คนทุกวันนี้มีชีวิตที่สะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อนอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ความทุกข์หาได้ลดลงไม่ กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เมื่อใคร่ครวญให้ดีจะพบว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่หาใช่ความทุกข์กายไม่ แต่เป็นความทุกข์ใจ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประสบพบเหตุที่ไม่พึงประสงค์ แม้กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนจะต้องเป็นทุกข์เมื่อประสบเหตุดังกล่าวเสมอไป มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใจยังเป็นปกติ หรืออาจยิ้มได้ด้วยซ้ำเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นกับตน อะไรทำให้เขาไม่เป็นทุกข์ คำตอบก็คือ เป็นเพราะเขารู้จักวางใจ หรือ “ฉลาดทำใจ”
• ด้วยเหตุนี้ในระยะหลังเราจึงได้ยินคำแนะนำเรื่องการ “ทำใจ” มากขึ้น โดยเฉพาะในยามที่เกิดความสูญเสียพลัดพรากหรือเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย อย่างไรก็ตามหลายคนพบว่าการทำใจเป็นเรื่องยากมาก เข้าทำนอง “พูดง่ายแต่ทำยาก” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ได้ฝึกฝนในด้านนี้จนเป็นนิสัย ใจจึงไม่น้อมตาม หาไม่ก็เป็นเพราะจิตใจถูกครอบงำหรือท่วมท้นด้วยความทุกข์ จึงไม่สามารถออกมามองในมุมใหม่จนได้คิดหรือปล่อยวางความทุกข์ลงได้
• แท้ที่จริงการที่คนเราจะออกจากทุกข์ได้ สิ่งสำคัญก็คือ การเข้าใจความจริงอย่างลึกซึ้งและแจ่มแจ้ง อีกทั้งดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความจริง หรือฝึกฝนตนให้มีชีวิตอย่างถูกทำนองคลองธรรม อาทิ การรู้จักแบ่งปัน ช่วยเหลือผู้อื่น เอื้อเฟื้อส่วนรวม และการอบรมบ่มเพาะคุณภาพจิต ให้มีความสงบ ตื่นรู้ ลดละความเห็นแก่ตัว รวมทั้งมีปัญญาแลเห็นความจริงของสิ่งทั้งปวงจนตระหนักว่าไม่มีอะไรที่ยึดติดถือมั่นได้เลย นั่นก็คือวางใจอย่างสอดคล้องกับความจริง ไม่ขวางกระแสแห่งความจริงซึ่งเลื่อนไหลเป็นนิจ กล่าวอย่างสั้น ๆ ก็คือ เข้าถึงธรรม มีธรรมเป็นใหญ่ หรือ “ธรรมาธิปไตย” เมื่อเข้าถึงธรรม มีธรรมเป็นใหญ่ การทำใจอย่างถูกต้องก็จะเกิดขึ้นเอง และมีความไม่ทุกข์เป็นผลที่ตามมา ...
~ พระไพศาลวิสาโล ~
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
สงสารมนุษย์..
ที่มัวเพลิดเพลินกับเงาไม่เข้าเรื่องราวกับเด็กอมมือ
ตายแล้วก็จะล่มจมกันที่น่าเสียดายและสงสารมาก
แต่ช่วยอะไรไม่ได้
พากันทำตัวเหมือนสัตว์ที่เขาขังไว้ต้มแกงเป็นอาหาร
ยังมัวเพลินกันอยู่
ดูซิ..สัตว์ที่เขากำลังจูงไปฆ่ามันรู้ตัวเมื่อไร
ยังเพลินกัดหญ้าไปตามทาง
ถ้ามันรู้จะไม่เพลินกัดหญ้าเป็นอันขาด
นอกจากมันจะไล่ขวิด ไล่ชนคนที่จูงมันพุงทะลุไป
ในเวลานั้นเท่านั้น
คนที่เชื่อธรรมที่ให้ความปลอดภัยไร้ทุกข์แก่สัตว์โลก
ก็เป็นคนประเภทสัตว์ที่รู้ตัวว่าเขากำลังจูงไปฆ่านั่นเอง
จะไม่ประมาทนอนใจ รีดไถกอบโกยกัน
แบบสัตว์กัดกินหญ้าตามทางในเวลาที่เขาจูงไปฆ่า
จะงดสิ่งเลวร้ายมหาภัยแก่ตนและผู้อื่นทันทีไม่ชักช้า
ก้มหน้าทำแต่ความดีงามสุจริตยุติธรรมต่อกันถ่ายเดียว
โลกก็สงบร่มเย็นเพราะต่างเห็นใจกัน
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
อนุโมทนาที่มา :
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7453
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
อย่าสำคัญตนเอง
อย่าสำคัญว่าตนเอง
เก่งกาจสามารถฉลาดรู้กว่าเขาเลย
ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตาทับถมตัวเอง
จนไม่มีวันสร่างซา
เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์
ยังไม่เตรียมทราบไว้เสียแต่บัดนี้
ซึ่งอยู่ในฐานะอันควร
เมื่อมีผู้เตือนสติ ควรยึดมาเป็นธรรมคำสอน
จะเป็นคนมีขอบเขตมีเหตุผล ไม่ทำตามความอยาก
เมื่อพยายามฝ่าฝืนให้เป็นไปตามทางของนักปราชญ์ได้
จะประสบผลคือความสุขในปัจจุบันทันตา
แม้จะมิได้เป็นเจ้าของเงินล้าน
แต่มีทางได้รับความสุขจากสมบัติและความประพฤติดีของตน
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
เงียบ ไม่ได้แปลว่าโง่
.....
อย่าเห็นความใจดีของคนอื่นเป็นความอ่อนแอ
อย่าเห็นความใจกว้างของคนอื่นเป็นความขี้ขลาด
คนที่นิสัยดี ไม่บันดาลโทสะโดยง่าย เปรียบเสมือนฟืนที่ติดไฟยาก แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ติดไฟ!
จำไว้นะ เงียบ ไม่ได้แปลว่าโง่
~~~
ชีวิต
เหมือนรสชาติของกาแฟ
มากก็ดี น้อยก็ดี ต่างมีรสขม
เข้มก็ดี จืดก็ดี ต่างมีรสชาติ
ร้อนก็ดี เย็นก็ดี ต่างมีคนชอบ
ชีวิต
เพราะใส่ใจมากไปจึงทุกข์
เพราะสงสัยมากไปจึงทรมาน
เพราะเข้าใจจึงเป็นสุข เพราะปล่อยวางจึงเป็นอิสระ
เรามาสู่โลกนี้เสมือนนักเดินทาง เรื่องราวมากมายใช่เราเป็นผู้ตัดสิน ปล่อยไปบ้าง ช่างมัน!
~~~
เรื่องที่ใหญ่ที่สุดในวันนี้ พอถึงวันพรุ่งนี้ก็กลายเป็นเรื่องเล็ก
เรื่องที่ใหญ่ที่สุดในปีนี้ พอปีหน้าก็กลายเป็นเรื่องเล่า
เรื่องที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้ พอตายไปก็กลายเป็นตำนาน
เราทุกคนเป็นได้ก็แค่คนในตำนาน
หากชีวิตมันถึงทางตัน จงบอกกับตัวเองว่า "วันนี้หมดทาง พรุ่งนี้มีทาง วันพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้"
~~~
นุสนธิ์บุคส์
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
“ทุกข์กับปากคนก็ทุกข์จนตายนั่นหละ   ไม่มีใครที่ไม่ถูกนินทา
แก้ที่ใจ  อย่าแก้ที่กาย   อย่าแก้ที่คนอื่น  ให้แก้ที่ใจเรา”
พระญาณวิสลเถร(หา  สุภโร)
**************************
ห้ามไม่ได้คือปาก คาดหวังไม่ได้คือความคิดคน
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วยังจะคิดจะหวังอะไรกับ "ใจคน" อีก
คนสิบคนคิดก็ต่างกัน คนร้อยคนทำก็ต่างกัน
ทุกๆ อย่างมันอยู่นอกเหนือการควบคุมเรา
ดังนั้นการไปดิ้นตามปากคน ดิ้นตามความคิดคนอื่น
จึงมีแต่ทุกข์กับทุกข์ก็เท่านั้น
ชีวิตที่สุขสงบคือการควบคุม จิต ควบคุมความคิดและการกระทำของตนเองต่างหาก
เราจะควบคุมอย่างไร?จะสำเร็จผล
ควบคุมความไม่โกรธ เมื่อสิ่งไม่ดีจากคำพูดคนมากระทบจิตเรา รู้เท้าทันจิตตนเมื่อรู้ว่าโกรธ กำหนดจิตเมื่อรู้สึกโกรธ เกลียดแล้วได้อะไร?
เมื่อโกรธแล้วได้อะไร?
เพ่งเห็นโทษ-ข้อดีข้อเสียของความโกรธ
ฝึกบ่อยๆ ภายในเราจะสงบ
ไม่โกรธไม่เกลียด ไม่ดิ้นไปตามคำพูดคน
คนบางคนพูดไม่ดีอยู่เป็นนิจ
นั่นก็บ่งบอกถึงนิสัยและความคิดอ่านเสมอ
คนบางคนชอบนินทาเป็นนิสัย
เพราะตัวเองมีปมอยากกลบปมด้อยตนโดยเอาปมด้อยคนอื่นมากลบ
คนบางคนทั้งคิดไม่ดี พูดไม่ดี คนแรกที่ได้รับผลไม่ใช่ใครอื่นก็ "ตนเอง" นั่นแหละ
#นามบุญ
#เห็นทุกข์เห็นธรรม
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
“การยกโทษผู้อื่นโดยขาดความไตร่ตรองนั้น ไม่มีอะไรดีขึ้นพอได้รับประโยชน์บ้างเลย นอกจากเป็นการสั่งสมโทษและบาปกรรมใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ ไม่มีวันสิ้นสุดเท่านั้น จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน แล้วงดความรู้ความเห็นชนิดเป็นภัยแก่ตนเสีย ก็จะกลายเป็นผู้ดีมีหวังสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ใจที่เคยเหี้ยมโหดโกรธกริ้วก็จะมีวันสงบเย็น เวลาถ่ายภพถ่ายชาติเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ก็มีหวังผลเป็นกำไร คือความสุขเป็นสมบัติ ไม่ล่มจมระงมทุกข์ไปตลอดกาล...”
พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร
(พ.ศ. ๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ
โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
จิตที่มีเมตตา
คือจิตที่มีบุญกุศล เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่
เมตตาอย่างถูกต้อง อย่างมีปัญญา
คือรู้ควรให้ รู้บุคคล รู้เหมาะสม
ใ จ อ่ อ น ไ ม่ ใ ช่ เ ม ต ต า

..การช่วยเหลือคนไม่ดี
ดั่งเช่น ชาวนากับงูเห่า
ช่วยคนไม่ดี อาจแว้งกัดภายหลัง
และ คนไม่ดีเมื่อมีกำลัง
ก็จะไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นต่อไป
คิดให้ดีให้ถูก...ก่อนทำ
➡ ผลจึงได้รับความสุขทั้งผู้ให้ และผู้รับ

💠สมเด็จพระสังฆราช ญานสังวร💠

มีเมตตาต่อเขา ผู้เป็นทุกข์นั้นดีนัก
แต่อย่าลืมเมตตาตนเอง
อย่าปล่อยให้ใจตนเองเป็นทุกข์เพราะเมตตาเขา

มันไม่มีอำนาจใด
ที่จะไปสู้อำนาจกรรมของใครได้
เมื่อเชื่อในอำนาจกรรมเช่นนี้!
❤ ใจที่เมตตา
ก็จะเป็นการเมตตาอย่างถูกต้อง อย่างมีปัญญา
ไม่พาใจตนเองไปสู่ความเร่าร้อน
ด้วยความเมตตาอย่างไม่ถูกต้อง
ท่านชยสาโรภิกขุ
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
"ความน่ากลัว" อาจจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่เจอ
แต่เป็นที่เราขาดสติ จัดการกับความกลัวไม่ได้
และ เมื่อขาดสติ
จะทำให้การตัดสินใจผิดพลาด
อาจจะเกิดผลร้ายแรงมากขึ้นมากเดิม
------------------------
สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดความกลัว คือ
ทำจิตใจให้เป็นปกติเร็วที่สุด
แล้วมองให้เห็นในสิ่งที่ควรทำ
.
(ธรรมชาติสอนเรามาอย่างนั้น)
#เรื่องเล่าจาก "ต้นไม้ใหญ่"
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ

Anchisa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 407
    • ดูรายละเอียด
การเดินทวนกระแสน้ำไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้จะเป็นการเดินเลียบลำน้ำก็ตาม
ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของน้ำ
ย่อมไหลจากที่สูงไปหาที่ต่ำ
การเดินทวนกระแสน้ำ จึงหมายถึง
การเดินจากที่ต่ำไปยังที่สูง
ซึ่งเท่ากับต่อสู้กับแรงดึงดูดของโลก
จึงย่อมต้องใช้ความเพียรมากกว่าการเดินตามกระแสน้ำ
แต่ยิ่งเดินทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลเท่าไร
ทัศนียภาพโดยรอบก็ยิ่งงดงามมากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งเมื่อใกล้ถึงต้นน้ำ ก็จะสัมผัสกับป่าเขาที่ร่มรื่น
ต้นไม้ที่เขียวขจี ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ อากาศที่สะอาด
น้ำที่ขุ่นมัวก็กลับใสมากขึ้น จนสามารถดื่มกินได้
ใช่แต่เท่านั้นความสงัดของลำเนาธารยังน้อมใจ
ให้สงบเย็นได้ง่าย นี้ใช่ไหม คือ
รางวัลแห่งความเพียรของผู้เดินทวนกระแส
การเดินทวนกระแสกิเลสก็เช่นกัน
แม้ต้องใช้ความเพียรมาก ต้องสู้กับแรงดึงดูดของ
โลกธรรม อาทิ ลาภสักการะ แต่รางวัลที่ได้รับ คือ
ความบริสุทธิ์สะอาดและความสงบเย็นในจิตใจ
รวมทั้งเข้าถึงต้นธารแห่งความสุขที่หล่อเลี้ยงจิตใจ
ให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ
แม้ความสะดวกสบายทางกายมีไม่มาก
แต่ใจนั้นโปร่งโล่งเบาสบาย และไร้ทุกข์
คนเราจึงไม่ควรปล่อยตัวไหลไปตามกระแสกิเลส
ซึ่งมีแต่นำพาชีวิตให้ตกไปสู่ทางต่ำ
แต่ควรเพียรพยายามทวนกระแสกิเลส
ด้วยการฝึกตนให้รู้จักลดละ ทั้งความเห็นแก่ตัว
และความยึดติดถือมั่น โดยอาศัยธรรมที่พระพุทธเจ้า
ได้ทรงประทานให้แก่เรา โดยเฉพาะหลักไตรสิกขา
คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
ซึ่งนอกจากเป็นแผนที่นำทางให้เรา
ทวนกระแสกิเลสได้จนถึงที่สุดแล้ว
ยังช่วยให้เรามีความสุขในการทวนกระแสกิเลส
อีกทั้งยังได้พบกับคุณธรรมอื่น ๆ มากมาย
ที่หนุนเสริมให้เราไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย
การทวนกระแสกิเลสเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกิจเฉพาะคราว
แต่บางครั้งการปลีกตัวมาฝึกตนอย่างเข้มข้น
ในสถานที่สงบสงัดก็เป็นสิ่งจำเป็น
เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์สำหรับการกลับไปอยู่
ในโลกกว้างอย่างรู้เท่าทัน ไม่เผลอไผลพลัดหลงไป
ตามกระแสกิเลสอันเชี่ยวกรากง่าย ๆ
พระไพศาล วิสาโล
อนุโมทนาที่มา : http://www.visalo.org/book/dhammaTuanKraSae.html
บันทึกการเข้า
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ