meowwarattada.com

MEOWWARATTADA WEBBOARD

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

ผู้เขียน หัวข้อ: "สิ่งดีๆที่อยากแบ่งปัน"-- ภาคอยู่ยงคงกระพัน  (อ่าน 26702 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

NooLee

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 157
    • ดูรายละเอียด
อนุโมทนาบุญด้วยคะพี่น้องง

ขอบคุณสำหรับสิ่งดีดี ที่มาแบ่งปันคะ  :D
บันทึกการเข้า

chooky

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 151
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
สาธุ อนุโมทนาบุญค่ะคุณน้อง อ่านจุใจเลย ขอบคุณข้อมูลสำหรับการบริจาคด้วยนะค่ะ
บันทึกการเข้า

Nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1183
  • เรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการหลุดพ้น
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives
บุญนั้นเป็นชื่อของความสุข พอทำบุญแล้วจิตใจก็สุขเอิบอิ่ม เป็นความสุขที่ประณีตลึกซึ้ง

การทำบุญเป็นความสุขที่มีผลระยะยาว ไม่เหมือนอาหารที่รับประทาน หรือสิ่งภายนอกที่บำรุงบำเรอกาย พอผ่านไปแล้วก็หมด ก็หาย ความสุขก็สิ้นไป บางทีพอนึกใหม่กลายเป็นทุกข์เพราะมันไม่มีเสียแล้ว มันขาดไป ต้องหาใหม่

แต่บุญเป็นสุขที่เข้าไปถึงเนื้อตัวของจิตใจ เป็นความสุขที่เต็มอิ่ม ทำให้เกิดปีติในบุญ และเมื่อเราทำไปแล้วมันก็ไม่หมด นึกถึงเมื่อไรก็ใจเอิบอิ่มผ่องใสเรื่อยไป เป็นความสุขที่ยั่งยืนยาวนาน


พระพรหมคุณาภรณ์
บันทึกการเข้า
จงรับมือกับทุกสิ่งด้วย "โยนิโสมนสิการ"

Nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1183
  • เรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการหลุดพ้น
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
‎' บุญที่สูงสุด คือ ปัญญา '

บุญตัวสำคัญก็คือปัญญา บุญแปลว่าชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ แต่บุญจะชำระจิตใจได้จริงก็ต้องมาถึงขั้นปัญญา จึงจะชำระด้วยวิปัสสนาให้สะอาดได้จริง

ฉะนั้น บุญจึงรวมคำว่าปัญญาอยู่ด้วย และบุญขั้นสูงสุดก็จึงมาถึงปัญญา มาเป็นปัญญา ในที่สุดปุญญะกับปัญญาก็เลยมาบรรจบกัน
...
ถ้าโยมทำอะไรแล้ว ได้ทั้งปุญญะ ได้ทั้งปัญญา พระพุทธศาสนาก็เดินหน้าในตัวโยม และโยมก็เดินหน้าในพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นเมื่อเราทำบุญไป ก็อย่าให้ได้เฉพาะ "ปุญญะ" แต่ให้ได้ "ปัญญา" ด้วย ให้ปุญญะกับปัญญามาบรรจบกัน แล้วปัญญาจะมาเป็นตัวทำให้บุญของเรานี้มีผลสมบูรณ์อย่างแท้จริง จนกระทั่งกลายเป็นบุญที่สูงสุด

พระพรหมคุณาภรณ์
บันทึกการเข้า
จงรับมือกับทุกสิ่งด้วย "โยนิโสมนสิการ"

Nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1183
  • เรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการหลุดพ้น
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
555 ...ลืม เฮ...ได้รับเข็มหมุดอันทรงเกียรติ จากท่านเจ้าของบ้านแล้ว  ;D

ต่อไปไม่ต้องกลัวเจ้า Spam ตัวใดทั้งสิ้น  ขอบคุณนะคะ

น้องเส้นหมี่ มา เฮ กันหน่อย  ...กระทู้เรารับเข็มพร้อมกันนะ 55

เวลามันมา  เราก็ยังเริงร่าได้ ไม่ต้องตัวแข็ง ไม่กระดุกกระดิก กลัวติดร่างแหแล้ว

โห่ ฮิ โห่...ไชโย โห่ ฮิ้ววววววววววว  ;D :D :-*
บันทึกการเข้า
จงรับมือกับทุกสิ่งด้วย "โยนิโสมนสิการ"

MiMee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 729
    • ดูรายละเอียด
เย้ .. เย้ ... เย้  .. โฮ่ฮี่โฮ่ .... ฮิ้ววววววววววววว  ;D

เหมือนกันเลยค่ะคุงพี่น้อง .... ยังงี้เส้นหมี่ก็ไม่กลัวพี่แสปมแล้ว .. ดี๊ด๊าได้แล้วเฟ้ย  555

ขอขอบคุณพี่เหมียว กะ คุงพี่น้องมากๆเลยคร๊าบบบบบ  ไม่รักไม่ได้แล้วนะเีนี่ย อิ อิ 

ให้จุ๊บเต็มๆเล้ย   :-* :-* :-*  .. :D 
บันทึกการเข้า

CC

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 226
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Congratulations to K.Mimee and K.Nong.... ;D ;D ;D
บันทึกการเข้า

POO

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 304
    • ดูรายละเอียด
ขอแสดงความยินดีด้วยคนนะคะ ;D  ไปละ เดี๊ยวมาอ่านใหม่ ^_^  แวปปป
บันทึกการเข้า

NooLee

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 157
    • ดูรายละเอียด
ดีใจด้วยคะ  :D :D ภาคอยู่ยงคงกระพัน แท้ แท้ อิ อิ
บันทึกการเข้า

Nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1183
  • เรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการหลุดพ้น
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
อ่านเจอใน FB ของเด็ก ม.4 นักเรียน Homeschool ดอยผาส้ม
เลยเอามา share คะ


ชีวิตที่ดี
เกิดจากการมองชีวิตที่ถูกต้อง..ถูกทาง..
แล้วเริ่มต้น..กล้าที่จะก้าวเดินต่อไป..อย่างมั่นใจและมั่นคง

เมื่อก้าวเดิน..
...บ่อยครั้งที่เราจะต้องพบเจอทางตันของชีวิต
ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ใจ
ลองหันหลังเดิน
แล้วเดินถอยกลับมาที่จุด ๆ เดิม
บางครั้งเราอาจจะเจอทางแยกของชีวิต
ที่มีทางออกให้เราได้เลือก
และก้าวเดินต่อไป

หลายคน
เมื่อเจอทางตันของชีวิต
มันจะหยุดนิ่ง..โดยไม่ยอมทำอะไรเลย

การหยุดนิ่ง
แล้วนั่งท้อแท้..เป็นทุกข์สิ้นหวัง..
กลับจะทำให้ชีวิตเราอับเฉา

แต่การเริ่มต้น..
กล้าที่ก้าวเดินออกมา
จากที่..ที่เคยท้อแท้และสิ้นหวัง..
เพื่อเดินทางก้าวออกไป
หาหนทางที่ดีที่สุดในชีวิตต่อไป..

เชื่อแน่ว่า
เมื่อเจอทางตันของชีวิต
หากเดินถอยกลับมาหาจุดเริ่มต้น
ย่อมทำให้เราได้มองเห็นจุดบกพร่องต่าง ๆ
ในชีวิตของเราได้อย่างแน่นอน

แล้วเราพร้อมที่จะปรับปรุงข้อบกพร่องนั้นบางหรือไม่ ??
บันทึกการเข้า
จงรับมือกับทุกสิ่งด้วย "โยนิโสมนสิการ"

NooLee

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 157
    • ดูรายละเอียด
มีใครที่รู้สึกว่าตนเองแก่ (ชรา) หรือตนเองเริ่มจะแก่แล้วบ้างครับ
ถามว่าพิจารณายังไงถึงจะบอกได้ว่าเริ่มแก่แล้ว ดูจากอายุอย่างนั้นหรือ
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าเพียงอายุนั้นไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเริ่มแก่
เพราะความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน
ผมรู้จักญาติธรรมท่านหนึ่งที่เมื่ออายุ ๗๐ ต้น ๆ ก็บ่นว่าตนเองเริ่มจะแก่แล้ว
(ก่อนหน้านั้นไม่เคยบ่นว่าตนเองเริ่มแก่ และไม่พอใจด้วยหากมีใครไปบอกว่าแก่)
สำหรับผมเองพออายุ ๓๐ ต้น ๆ ก็รู้สึกว่าตนเองเริ่มแก่แล้ว

ทำไมรู้สึกเช่นนั้น ก็เพราะตนเองรู้สึกว่าเริ่มจะทำอะไรได้ไม่เหมือนสมัยอายุ ๒๐ กว่า ๆ
สมัย ๒๐ กว่า ๆ นั้นความจำแม่น ทำอะไรรวดเร็ว แข็งแรง ไม่หลับไม่นอนก็อยู่ได้สบาย ๆ
พอก้าวย่างเข้า ๓๐ ต้น ๆ แล้ว ชักจะจำไม่แม่น เริ่มมีหลงลืม ทำอะไรช้าลง
ไม่ได้อึดเหมือนก่อน และพออดหลับอดนอนแล้ว ร่างกายก็ชักจะไม่ไหว
เมื่อเห็นความแตกต่างในร่างกายตนเองเช่นนี้ ก็รู้สึกว่าตนเองเริ่มจะแก่แล้ว
ฉะนั้นแล้ว ผมเห็นว่าความรู้สึกส่วนตัวของเราแต่ละคนเป็นตัวชี้วัด
ที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเริ่มแก่ โดยแต่ละคนแตกต่างกันไป
โดยท่านที่ไม่ชอบแก่ ไม่ยอมรับว่าแก่ ก็อาจจะใช้เวลานานกว่า และอายุมากกว่า

เมื่อได้มาศึกษาและปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ทำให้เข้าใจและยอมรับว่า
จริง ๆ แล้ว คนเราทุกคนนั้นแก่ลงตลอดเวลา
เวลาทุกเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็เปรียบได้กับเทียนไขที่โดนไฟเผาให้หดสั้นลงไปเรื่อย ๆ
และเปรียบได้กับการนับถอยหลัง เพื่อไปสู่ความตาย ก็ได้เห็นเช่นนี้อยู่เรื่อย ๆ
เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว จึงได้พยายามใช้เวลาชีวิตเราให้เป็นประโยชน์คุ้มค่าที่สุด

มีญาติธรรมบางท่านที่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เริ่มมีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ
ได้เห็นคนรอบข้างตายไปเรื่อย ๆ ทีละคน ๆ เหลือกันอยู่ไม่กี่คน
ก็ชักจะเริ่มกังวลใจแล้วว่า เมื่อตนเองแก่ชราแล้วจะทำยังไง จะไปอยู่ที่ไหน
ใครจะมาดูแลยามเจ็บป่วย ใครจะพาไปทำบุญ ใครจะพาไปวัดปฏิบัติธรรม
ใครจะมาจัดงานศพให้เมื่อยามเราเสียชีวิตแล้ว
ยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อย อายุยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งกังวลใจมากขึ้น
ว่าจะต้องรีบเตรียมสิ่งต่าง ๆ ให้พร้อม ต้องเตรียมเงินทองไว้ยามเกษียณ
ต้องเตรียมความพร้อมว่าจะไปอยู่ที่ไหน มีสถานที่ไหนที่มีเพื่อนปฏิบัติธรรมช่วยดูแลกัน
หรือจะไปอยู่ที่วัดไหน หรือสถานปฏิบัติธรรมแห่งไหน ซึ่งจะมีญาติธรรมช่วยดูแลกัน
กังวลใจว่าต้องเตรียมพร้อมให้มาก หากเงินทองไม่พอแล้ว ก็จะลำบากมาก

ญาติธรรมบางท่านที่มีบุตรหลานก็อาจมีคำตอบว่า จะให้บุตรหลานดูแลตนเอง
แต่ก็ไม่ควรประมาท โดยเราพึงต้องสั่งสอนบุตรหลานให้เป็นคนดี และกตัญญูนะครับ
เราจะสั่งสอนบุตรหลานให้เป็นคนดีและกตัญญูได้ก็ต่อเมื่อ
ตัวเราเองต้องเป็นคนดี และกตัญญูเสียก่อน
หากเราเป็นคนไม่ดี ไม่กตัญญู ทำตัวอย่างไม่ดี ก็คงยากที่เราจะสอนบุตรหลานให้ดีได้
ถึงเราจะสอนอย่างนั้น ก็คงยากที่บุตรหลานจะเชื่อตาม
ในขณะที่สังคมปัจจุบันนี้ มีสิ่งยั่วกิเลสและลากพาทุกคนไปในทางที่ไม่ดีเยอะเหลือเกิน
หากบุตรหลานเป็นคนไม่ดีแล้ว แทนที่เขาจะดูแลเรา แต่เขากลับจะสร้างปัญหาให้เรา
แต่ถึงแม้ว่าเราจะสอนบุตรหลานให้เป็นคนดีและกตัญญูแล้วก็ตาม
ก็ไม่ควรประมาทอีก เพราะก็ไม่แน่นอนว่าใครจะตายก่อนใคร
บุตรหลานที่ตายก่อนพ่อแม่ปู่ย่าตายายก็มีอยู่ไม่น้อย
เขาอาจจะจากไปก่อนเราก็ได้ บุตรหลานจึงไม่ใช่สิ่งแน่นอนที่เราจะฝากชีวิตไว้ได้


บันทึกการเข้า

NooLee

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 157
    • ดูรายละเอียด
หันไปมองรอบ ๆ บางท่านก็มีคู่ครองอยู่ ก็สงสัยว่าจะฝากชีวิตไว้ที่คู่ครองเราได้ไหม
คู่ครองเราที่ดีกับเราอยู่ในวันนี้ อาจจะทำไม่ดีกับเราในอนาคตก็ได้
กรณีตัวอย่างของคนอื่น ๆ ก็มีให้เห็นไม่น้อย (ตัวอย่างที่ดี ๆ ก็มีไม่น้อยเช่นกัน)
แต่ที่สำคัญคือเขาเองก็อาจจะเจ็บป่วยหนัก หรืออาจจะตายก่อนเราก็ได้
แทนที่เขาจะดูแลเรา แต่เราอาจจะต้องดูแลเขาก็ได้
คู่ครองเราจึงไม่ใช่สิ่งแน่นอนที่เราจะฝากชีวิตไว้ได้เช่นกัน

เราจะฝากชีวิตไว้ที่บ้านเรือน หรือทรัพย์สิน หรือสถานที่ได้ไหม
พิจารณาแล้วก็จะเห็นได้ว่า มันไม่ได้เป็นสิ่งแน่นอนหรือมั่นคงที่จะให้เราฝากชีวิตไว้ได้จริง
สมมุติว่าเรามีบ้านเรือนอยู่อาศัย แต่วันดีคืนดีก็อาจจะน้ำท่วมและพังเสียหายบุบสลาย
สมมุติว่าเราพักอยู่ในอาคารชุดสูง ๆ มั่นคงแข็งแรงน้ำไม่ท่วม
แต่หากมีแผ่นดินไหวแรง ๆ อาคารชุดนั้นก็อาจจะพังเสียหายบุบสลายได้
เรามีเงินเก็บสะสมไว้ แต่พอถึงเวลาจริง ๆ ก็อาจจะโดนมิจฉาชีพปล้นหรือหลอกเอาไปก็ได้
ซึ่งก็มีข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศนะครับ
ถึงกรณีที่คนแก่ชราโดนกลุ่มมิจฉาชีพมาปล้นหรือหลอกลวงนำเงินเก็บไปทั้งหมด
หรือหากเศรษฐกิจทรุดหนัก ธนาคารก็อาจจะล้มละลาย และไม่มีเงินคืนเราครบถ้วนก็ได้

การวางแผนล่วงหน้าหลาย ๆ ปี หรือเป็นสิบ ๆ ปีนั้น โอกาสคลาดเคลื่อนสูงมาก
บางทีเราเห็นว่าสถานที่ตรงนั้นดี พอเราแก่แล้ว เราจะไปอยู่ในสถานที่นั้น
แต่พอถึงเวลานั้นแล้ว อาจจะไม่ดีก็ได้ หรือสถานที่นั้นอาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้
อาจจะมีน้ำท่วม อาจจะมีมิจฉาชีพเยอะ อาจจะมีคนอยู่เต็มจนรองรับเราไม่ได้
อย่างเช่นบางท่านคิดว่า พอแก่แล้ว จะไปอยู่อาศัยที่วัด หรือสถานปฏิบัติธรรมบางแห่ง
ซึ่งก็ถือว่าเป็นสถานที่ที่ดีนะครับ แต่ว่าในสังคมปัจจุบันนี้คนแก่ชรามีเยอะมาก
พอถึงเวลาในอนาคตจริง ๆ แล้ว คนแก่อาจจะเต็มวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมนั้น ๆ เสียก่อน
และไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะให้เราไปร่วมพักอาศัยก็ได้

หากเราพิจารณากันจริงจังแล้ว จะพบว่าเราไม่สามารถจะฝากชีวิตไว้กับสิ่งใด ๆ ทางโลกได้
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ก็เพราะว่าสิ่งใด ๆ ทั้งหลายในทางโลกนั้น ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน
หากเราไม่ต้องการจะฝากชีวิตเราไว้กับสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่แน่นอนแล้ว
เราย่อมเห็นได้ว่า เราไม่สามารถจะฝากชีวิตไว้กับสิ่งใด ๆ ในทางโลกได้

ในเมื่อไม่สามารถจะฝากชีวิตไว้กับสิ่งใด ๆ ในทางโลกได้
แล้วเราควรจะทำอย่างไร? ตอบว่ายังมีอีกเส้นทางหนึ่งที่ควรจะพิจารณา
กล่าวคือ เรายังสามารถฝากชีวิตไว้กับสิ่งทางธรรมได้
บันทึกการเข้า

NooLee

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 157
    • ดูรายละเอียด
หากเราจะฝากชีวิตไว้กับสิ่งใด ๆ ทางโลก เราก็สะสมสิ่งต่าง ๆ ทางโลกไปเรื่อย
แต่หากเราจะฝากชีวิตไว้กับสิ่งทางธรรม เราก็สะสมสิ่งต่าง ๆ ทางธรรม
ซึ่งก็คือทาน ศีล และภาวนา โดยสะสมไว้ให้ถึงพร้อม สะสมให้สมควรแก่ธรรม
หากเรากังวลว่าอีกหน่อยพอเราแก่ชราแล้ว เราตักบาตรไม่ไหว ทำสังฆทานไม่ไหว
ไปวัดไม่ไหว ฟังธรรมะไม่ได้ยิน อ่านหนังสือธรรมะไม่ได้ ปฏิบัติธรรมไม่ไหว
สิ่งที่เราควรทำก็คือให้พึงทำสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดให้เต็มที่และถึงพร้อมเสียแต่วันนี้
ตักบาตรวันนี้ ทำสังฆทานวันนี้ ไปวัดวันนี้ อ่านหนังสือธรรมะวันนี้
ฟังธรรมะวันนี้ ปฏิบัติธรรมวันนี้ ย่อมจะเป็นประโยชน์กว่า สะดวกกว่า และง่ายกว่า
การที่เราจะไปรอทำเมื่อยามที่เราแก่ชราและทำอะไรไม่ไหวเสียแล้ว

หากเราได้บ่มเพาะทาน ศีล และภาวนาแก่ตนเองอย่างเต็มที่เสียแต่วันนี้
จนกระทั่งเราได้เข้าถึงธรรมในระดับหนึ่งก่อนที่เราจะแก่ชราและจะทำอะไรไม่ไหวนั้น
ชีวิตนี้ก็คุ้มค่าแล้ว ส่วนว่าตอนแก่จะทำอะไรไม่ไหว จะอยู่อย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้ว
ยกตัวอย่างว่า เราซื้อรถยนต์มาคันหนึ่ง ช่วงเวลาที่สำคัญที่เราควรใช้รถยนต์นั้นก็คือ
ช่วงที่เราได้ซื้อรถยนต์มาใหม่จนตลอดเวลาที่รถยนต์นั้นยังมีสภาพการใช้งานได้ดี
แต่เมื่อถึงช่วงเวลาที่รถยนต์ผุพังวิ่งไม่ไหวหรือใช้งานไม่ได้แล้วนั้น
ก็ย่อมจะไม่สำคัญแล้วครับว่าเราจะได้ใช้รถยนต์นั้นหรือไม่ หรือว่าจะเพียงแต่จอดมันไว้เฉย ๆ
ร่างกายที่ผุพังทำอะไรไม่ได้ก็ทำนองเดียวกัน
ร่างกายทำอะไรไม่ไหว ไม่มีใครมาพาไปทำบุญ ตักบาตร ถวายสังฆทาน ไม่มีใครมาพาไปวัด
ร่างกายจะไปนอนเจ็บป่วยอย่างไร จะไม่มีใครมาคอยดูแลเลย
ร่างกายจะตายที่ไหนเมื่อไร จะไม่มีใครมาทำพิธีศพให้ ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญแล้วครับ

ความสำคัญอยู่ที่ว่าในระหว่างที่เรายังสามารถใช้งานร่างกายได้ดีอยู่นั้น
เราได้ใช้งานร่างกายเราอย่างคุ้มค่าและเหมาะสมหรือไม่
หากเราใช้ร่างกายและจิตใจอย่างคุ้มค่าไปจนถึงเป้าหมายบรรลุธรรมได้แล้ว
ถึงแม้ร่างกายจะทำบุญ ตักบาตร ถวายสังฆทานไม่ไหว ไปวัดไม่ไหว
เจ็บป่วยมากมาย หรือกระทั่งจะถึงแก่ความตายอย่างลำพัง ไม่มีใครมาดูแลสนใจ
แต่จิตใจเราก็มีความสุขครับ และก็ถือได้ว่าชีวิตนี้คุ้มค่าที่สุดแล้ว

หากถามว่าการเดินบนเส้นทางธรรมนี้ เราจะไปอยู่ที่ไหนในยามแก่ชรา
ขอเรียนว่าเมื่อถึงเวลานั้น เราก็จะทราบเองครับว่าเราควรจะอยู่ที่ไหน ไม่ควรอยู่ที่ไหน
ด้วยความที่ภูมิอากาศของโลกในปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เราอาจจะอยู่ไม่ถึงวันนั้น ๆ ที่เราคาดว่าเราจะอยู่ถึงก็ได้
หรือสถานที่ที่เราเตรียมไว้เพื่ออยู่ในยามแก่ชรา พอถึงเวลาจริง ๆ อาจจะไม่ดีแล้วก็ได้
หรือเราอาจจะไม่พอใจ หรือไม่ชอบใจในสถานที่แห่งนั้นก็ได้
แต่หากเรามีธรรมะในใจ ยอมรับความจริงใจโลกได้ ยอมรับความจริงของกายและใจได้
เราอยู่ที่ไหนก็ได้ ลำบากอย่างไรก็อยู่ดี และจิตใจมีความสุขด้วยเราฝึกฝนอบรมไว้ดีแล้ว

หากเรายังฝึกฝนอบรมจิตใจไว้ไม่ดีพอแล้ว อยู่ที่ไหนก็ลำบาก และยิ่งแก่ยิ่งทุกข์
หากเราฝึกฝนอบรมจิตใจไว้ดีแล้ว อยู่ที่ไหนก็มีความสุข ยิ่งแก่ก็ยิ่งสุข
เพราะธรรมะยิ่งเจริญงอกงาม และยิ่งใกล้เวลาจะได้ทิ้งขันธ์อันเป็นตัวทุกข์

ไม่ว่าเราจะเดินในเส้นทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม เราก็พึงทำปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุด
เนื่องด้วยปัจจุบันดี ย่อมจะเป็นเหตุและปัจจัยให้อนาคตดี
หากในปัจจุบันเราพบว่าคนใกล้ตัวเราเริ่มทยอยตายไปเรื่อย ๆ แล้ว
สิ่งที่ควรทำนั้นไม่ใช่ว่าจะมัวไปกังวลว่าในอนาคตเราจะอยู่กับใคร และใครจะมาดูแลเรา
แต่สิ่งที่ควรทำก็คือ พึงปฏิบัติต่อคนที่ยังเหลืออยู่นั้นให้ดีที่สุดอย่างเต็มที่
เพราะเมื่อเขาจากไป หรือเราจากไปแล้ว ก็ย่อมจะสูญเสียโอกาสดังกล่าวแล้ว

หากเราเลือกเส้นทางจะฝากชีวิตไว้กับสิ่งทางโลก เราก็สะสมสิ่งโลก ๆ ไป
แต่หากจะฝากชีวิตไว้กับสิ่งทางธรรม เราก็ต้องสะสมธรรม สะสมทาน ศีล และภาวนา
สะสมไปมาก ๆ แล้วความกังวลก็จะยิ่งลดลง
เพราะไม่มีใครมาปล้น มาโกง หรือมาพรากทาน ศีล และภาวนาไปจากเราได้
แม้ร่างกายจะแก่ชรา เราก็ไม่กังวลว่าไม่ได้ทำทาน เพราะได้ทำทานไว้ดีแล้ว
และยังได้รักษาศีล และภาวนา ซึ่งเป็นบุญกุศลสูงกว่าทานเสียอีก
แม้ร่างกายจะแก่ชรา เราก็ไม่กังวลเรื่องรักษาศีล เพราะได้รักษาศีลไว้ดีแล้ว
และรักษาศีลอย่างต่อเนื่องไปจนกระทั่งแก่ชรา กระทั่งตาย
แม้ร่างกายจะแก่ชรา เราก็ไม่กังวลเรื่องภาวนา และการปฏิบัติธรรม
เพราะได้ภาวนาไว้ดีแล้ว และภาวนาต่อเนื่องไม่ว่าจะแก่ชราเพียงไร หรือจะอยู่ในสถานที่ไหน
ไม่กังวลว่าเราไม่ได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัด หรือที่สถานปฏิบัติธรรมแห่งใด ๆ
เพราะไม่ว่ากายและใจจะไปอยู่ ณ สถานที่แห่งใด สถานที่แห่งนั้นก็คือสถานปฏิบัติธรรม
บันทึกการเข้า

Nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1183
  • เรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการหลุดพ้น
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
เพราะไม่ว่ากายและใจจะไปอยู่ ณ สถานที่แห่งใด สถานที่แห่งนั้นก็คือสถานปฏิบัติธรรม

ชอบๆ .... K. NOO LEE  เอามาอีกๆ

ขอบคุณนะคะ อนุโมทนาคะ :)
บันทึกการเข้า
จงรับมือกับทุกสิ่งด้วย "โยนิโสมนสิการ"

Nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1183
  • เรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการหลุดพ้น
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: "สิ่งดีๆที่อยากแบ่งปัน"-- ภาคอยู่ยงคงกระพัน
« Reply #29 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 13:15:56 PM »
คำสอนหลวงปู่ดู่  เอามาฝากคะ

วันหนึ่ง หลวงพ่อดู่ท่านมองไปที่ลูกศิษย์ใกล้ชิดกลุ่มหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า "ข้าตายแล้วต้องลงนรก"

พอลูกศิษย์ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจเรียนถามท่านในทันทีว่า"หลวงพ่อจะตกนรกได้อย่างไร ในเมื่อหลวงพ่อบำเพ็ญคุณงามความดีมามากออกอย่างนี้"

หลวงพ่อตอบกลับไปว่า

"ข้าก็จะลงนรก เพื่อไปเตะพวกแกขึ้นมาน่ะสิ"

คำ เตือนของหลวงพ่อนั้น ชวนให้ศิษย์ทั้งหลายต้องมานึกทบทวนตัวเองว่าการที่ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ครูบา อาจารย์นั้นก็มิใช่เป็นหลักประกันว่าจะไม่ลงนรก ตรงกันข้าม หลวงพ่อท่านได้พูดเตือนทำนองเดียวกันนี้หลายครั้งหลายหน เพราะช่องทางทำบาปของคนเรามีมากเหลือเกิน จนท่านเอ่ยว่า คนเราเป็นอยู่โดยบาปทั้งนั้น เพียงแต่ผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ก็บาปน้อยหน่อย

หลวงพ่อท่านเป็นแบบอย่างที่หาได้ยากในเรื่องความ ระมัดระวัง ไม่ให้เป็นหนี้สงฆ์ ถึงขนาดว่าก่อนที่ท่านจะมรณภาพไม่กี่วัน ท่านได้บอกช่องลับกับโยมอุปัฏฐากให้ทราบ เพื่อว่าจะได้สามารถเปิดประตูเข้ากุฏิท่านในกรณีฉุกเฉินได้ โดยไม่ต้องไปงัดประตู อันเป็นการทำลายของสงฆ์ ซึ่งในที่สุดก็มีเหตุให้ได้เปิดประตูกุฏิท่านผ่านทางช่องลับนั้นจริงๆ ในเช้าตรู่ของวันอังคารที่ 17 มกราคม 2533 อันเป็นวันที่ท่านละสังขาร

นอก จากนี้ ท่านยังได้พูดเตือนอีกหลายๆ เรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราอาจมองข้าม เป็นต้นว่า เอ่ยปากใช้พระหยิบโน่นหยิบนี่ ไม่ยกเว้นแม้กรณีขอให้พระท่านหยิบซองให้เพื่อจะใส่ปัจจัยถวาย การหยิบฉวยของสงฆ์ไปใช้ส่วนตัว การพูดชักไปในทางโลกในขณะที่ผู้อื่นกำลังสนทนาธรรม การส่งเสียงรบกวนผู้ที่กำลังปฏิบัติภาวนา การขายพระกิน ซึ่งเรื่องหลังนี้ ท่านพูดเอาไว้ค่อยข้างรุนแรงว่า ใครขายพระกิน จะฉิบหาย สมัยท่านยังมีชีวิต ท่านจะพูดกระหนาบบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหาร ทานไม่ให้พูดคุยกัน จะทำกิจอันใดอยู่ ก็ให้มีสติ พยายามบริกรรมภาวนาไว้เรื่อยๆ เรียกว่าเกลี่ยจิตไว้ให้ได้ทั้งวัน เมื่อถึงคราวนั่งภาวนา จิตจะได้เป็นสมาธิได้เร็ว เวลาจิตจะโลภ จะโกรธ จะหลง ก็จะได้รู้ได้เท่าทัน

ดัง ที่หลวงพ่อสอนว่า การตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเท่านั้น จึงจะช่วยให้เราห่างจากนรกได้ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องคอยสอบทานตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าเราเข้าวัดเพื่ออะไร เพื่อความเด่นความดัง หวังลาภสักการะ หวังเป็นผู้จัดการพระ ผู้จัดการวัด ฯลฯ หรือเพื่อมุ่งละโลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นตัวก่อทุกข์ก่อโทษข้ามภพข้ามชาติไม่รู้จักจบจักสิ้นที่มีอยู่ในใจ เรานี้

ปฏิปทาที่จะช่วยให้เราปลอดภัย และห่างไกลจากนรกคือ การเกรงกลัวและละอายใจในการทำบาปกรรม หรือสิ่งที่จะทำจิตใจเราให้เศร้าหมองขุ่นมัว ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับหมู่คณะโดยไม่จำเป็น หากแต่ควรมุ่งเน้นการปฏิบัติภาวนาเป็นหลัก เป็นผู้พร้อมรับฟับคำตักเตือนของผู้อื่น โดยเฉพาะคำตักเตือนจากครูบาอาจารย์ อย่างที่ทางพระท่านสอนว่า ให้อดทนในคำสั่งสอน คิดเสียว่าท่านกำลังดุด่ากิเลสของเราอยู่

ท่อนซุงทั้งท่อน ถ้าไม่ได้ขวานช่วยสับช่วยบาก ไม่ได้กบไสไม้ ช่วยทำพื้นไม้หยาบๆ ให้เกลี้ยงเกลาขึ้น ไม่ได้กระดาษทรายช่วยขัดให้ไม้เรียบเนียน ไม่ถูกดัดถูกประกอบ ก็คงไม่กลายมาเป็นเครื่องเรือนเครื่องใช้ที่มีประโยชน์ ฉันใดก็ฉันนั้น จิตใจของเราที่หยาบอยู่ หากไม่ได้รับการขัดเกลาหรืออบรมจากครูอาจารย์ไม่ได้รับการอบรมด้วยธรรมของ พระพุทธเจ้า จิตใจนั้นก็ย่อมเอาเป็นที่พึ่งไม่ได้

ครั้งหนึ่ง ได้มีโอกาสเรียนถามหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ" เมื่อสิ้นเสียงคำถามของข้าพเจ้า หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"

ซึ่ง คำสอนของท่านข้างต้น ก็เป็นการตอบให้ชัดอีกครั้วว่า อานิสงส์แห่งการประพฤติความดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจนี้แหละ จะกลับมารักษาเราไม่ให้ตกไปสู่โลกที่ชั่ว จึงเป็นหลักประกันที่ช่วยให้เราห่างไกลจากนรก อีกทั้งยังช่วยให้เราสามารถเข้าใกล้หลวงพ่อด้วยการเพิ่มพูนคุณธรรมความดีให้ ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อว่าในที่สุดจะได้ไม่ต้องรบกวนหลวงพ่อให้ต้องลำบากลงนรกมาสงเคราะห์ ศิษย์ ดังที่ท่านปรารภด้วยความห่วงใย ตั้งแต่ครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 18, 2012, 13:25:19 PM โดย Nong »
บันทึกการเข้า
จงรับมือกับทุกสิ่งด้วย "โยนิโสมนสิการ"