meowwarattada.com

MEOWWARATTADA WEBBOARD

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

ผู้เขียน หัวข้อ: การเลือกคู่ครอง, การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของสามีภรรยา, หน้าที่สามีภรรยา (พุทธโอวาท)  (อ่าน 24874 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

MiMee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 729
    • ดูรายละเอียด
http://src.ac.th/web/index.php?option=content&task=view&id=855
พุทธจริยศาสตร์สังคม-ทิศ ๖ : สามีภรรยา
รองศาสตราจารย์ ดร. มานพ นักการเรียน
๒๔  มีนาคม  ๒๕๕๓

การเลือกคู่ครอง

การเลือกคู่ครองเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตครอบครัว หากเลือกคู่ครองที่ดี มีเหมาะสมซึ่งกันและกันแล้ว ย่อมเป็นพื้นฐานสู่การมีครอบครัวที่ดี ในการเลือกคู่ครอง คือ ความเหมาะสมและความคล้ายคลึงกัน ที่เรียกว่า “สมชีวิธรรม” กล่าวคือ ชายและหญิงที่มีความเชื่อความศรัทธาในเรื่องเดียวกันหรือคล้ายกัน หรือสามารถที่จะปรับเข้าหากันได้ มีความประพฤติทางกาย ทางวาจา คล้ายๆ กัน สอดคล้องกัน มีแนวความคิดในการให้ทานเสียสละและแบ่งปันแก่ผู้อื่น พอกลมกลืนกัน ไม่ขัดแย้งกัน และที่สำคัญที่สุด คือ มีระดับของสติปัญญาเหมาะสม เป็นผู้มีเหตุมีผลเหมือนๆ กัน[๖] ด้วยความเหมาะสมที่กล่าวมานี้ จึงจะทำให้ชีวิตคู่นั้นอยู่รอดและมีความสุข ชีวิตคู่ที่แตกต่างกันเกินไป ย่อมจะเกิดความขัดแย้งขึ้นได้ในภายหน้า หากความหลงใหลในรูปกายภายนอกนั้นหมดไป             

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ชายหญิงได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน คือ การอาศัยเหตุปัจจัยทั้งในส่วนอดีตคือ ความรักเกิดจากการอยู่ร่วมกันในชาติก่อน(ปุพฺเพว  สนฺนิวาเสน) ความรักประการนี้เกิดจากความพอใจ เมื่อได้พบกันครั้งแรก และในชาติปัจจุบันคือความ?ักเกิดจากความช่วยเหลือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน (ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา) เมื่อต่างฝ่ายต่างเกื้อกูลด้านประโยชน์แก่กันและกัน ช่วยเหลือกันตามความสามารถที่จะพึงกระทำให้ได้จนเกิดความเห็นใจซึ่งกันและกันขึ้นเป็นความรักในลำดับต่อมา[๗]

พุทธโอวาทแก่หญิงสาวที่ไปสู่ตระกูลสามี

 เนื่องด้วยชมพูทวีปสมัยพุทธกาลอยู่ในยุคเกษตรกรรม สามีเป็นผู้ประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว โอวาทหรือคำแนะนำที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ผู้หญิงที่มีบทบาทเป็นภรรยาจึงใช้ได้อย่างดีในสังคมไทยแบบเดิม ซึ่งมีลักษณะการแบ่งงานในครอบครัวอย่างในปัจจุบันนี้  แม้สังคมจะผันแปรไปตามกาลสมัย ผู้หญิงฉลาดสามารถยึดถือสาระจากคำแนะนำเหล่านั้นของพระพุทธองค์แล้วนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตครอบครัวได้เป็นอย่างดี
 
พระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทแก่หญิงสาวผู้จะไปสู่ตระกูลสามีไว้ ๕ ประการ ดังนี้[๙]

๑) พึงตื่นก่อน  นอนทีหลัง  คอยฟังว่าจะมีอะไรให้ช่วยทำ ประพฤติแต่สิ่งที่ถูกใจ  พูดคำไพเราะ  น่ารัก
๒) คนเหล่าใดเป็นที่เคารพของสามี  เช่น มารดาบิดา  พระสงฆ์ เป็นต้น  ก็แสดงความเคารพ และต้อนรับท่านเหล่านั้นเป็นอย่างดี
๓) เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน เฉลียวฉลาด รู้จักคิด  จัดทำงาน เช่น งานทำผ้าขนสัตว์ หรือ ผ้าฝ้ายเป็นต้น
๔) เอาใจใส่สอดส่องดูแลคนในปกครองภายในบ้าน  เช่น คนรับใช้และคนงานต่าง ๆ เป็นต้น รู้ว่าเขาได้ทำงานแล้ว หรือยังไม่ได้ทำ รู้ว่ามีใครเจ็บป่วยไข้ เป็นอย่างไร เอาใจใส่รักษาพยาบาล  จัดแบ่งอาหารของบริโภคเผื่อแผ่ให้แก่คนเหล่านั้นตามสมควร
๕) เก็บรักษาทรัพย์สินเงินทองที่สามีหามาได้ ไม่เล่นการพนัน ไม่ขโมยยักยอก ไม่เป็นนักดื่ม ไม่ทำลายผลาญทรัพย์สมบัติ

การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของสามีภรรยา

ภรรยา : ทิศเบื้องหลัง[๑๓]

ก. หน้าที่ของสามีพึงมีต่อภรรยา

พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงหน้าที่ของสามีต่อภรรยาในสิงคาลกสูตรไว้ ๕ ประการ คือ[๑๔]
๑) ให้เกียรติยกย่อง
๒) ไม่ดูหมิ่น
๓) ไม่ประพฤตินอกใจ
๔) มอบความเป็นใหญ่ให้
๕) ให้เครื่องแต่งตัว

คัมภีร์สุมังคลวิลาสินีอธิบายหน้าที่ที่สามีพึงปฏิบัติต่อภรรยาไว้ดังนี้

๑) ให้เกียรติยกย่อง หมายถึง การกล่าวถ้อยคำยกย่องอย่างนี้ว่า แม่เทพ แม่ดิศ (แม่เรือน) อธิบายได้ว่า การยกย่องนับถือภรรยานั้น นอกจากจะเป็นการสงเคราะห์แก่กันแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงน้ำใจอันซื่อตรงต่อกัน มีความรักใคร่ไว้วางใจ ประกาศเกียรติคุณความดีของภรรยาให้เป็นที่ปรากฏในหมู่ญาติมิตร ลักษณะอย่างนี้เป็นการยกย่องอย่างจริงใจ ประการต่อมาคือการยกย่องเชิงสงเคราะห์ หมายความถึงการช่วยพยุง เป็นหลักให้ยึดเกาะไม่ให้ซวนเซหกล้ม เมื่อไปในหนทางที่ไม่สะดวก หรือการช่วยยกช่วยถือสิ่งของให้ภรรยา อย่างนี้ถือว่าเป็นการให้เกียรติ คือปฏิบัติทุกอย่างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภรรยา ประการสุดท้ายคือการเปิดโอกาสให้ภรรยามีสิทธิเสมอกับตน มีสิทธิที่จะทำแทนตนได้ทุกอย่าง ตามที่กฎหมายเรียกว่าสามีภรรยาเสมือนเป็นคนๆ เดียวกัน

๒) ไม่ดูหมิ่น หมายถึง ด้วยการไม่กล่าวดูถูก ดูหมิ่น เบียดเบียน โบยตี เหมือนกับทาสและกรรมกร เป็นต้น อธิบายได้ว่า เมื่อสามียกย่องนับถือให้เกียรติภรรยาอยู่เสมอแล้ว การดูหมิ่นดูแคลนย่อมเกิดขึ้นได้ยาก ฉะนั้น การรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ถนอมน้ำใจให้ความสุขแก่กัน มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน ไม่เสแสร้งแกล้งทำเข้าหากัน ย่อมเกิดเป็นมงคลยังความสุขเบิกบานให้แก่ตนและครอบครัว

๓) ไม่ประพฤตินอกใจ หมายถึง สามีละเลยภรรยาแล้ว บำเรอหญิงอื่น ชื่อว่าประพฤตินอกใจภรรยา แต่ผู้เป็นสามีไม่ทำเช่นนั้น อธิบายเพิ่มเติมได้ดังนี้ คำว่า “นอกใจ” หมายถึง การกระทำในสิ่งที่ภรรยาไม่ต้องการให้ทำ สำคัญที่สุดคือการคบหากับสตรีอื่น ความประพฤติข้อนี้ เป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจภรรยาเป็นที่สุด จากที่เคยให้ความรักความนับถือ กลายเป็นความเกลียดชังและหวาดระแวง จนที่สุดเกิดการวิวาท และเป็นความทุกข์ในครอบครัว หาความสุขความเจริญไม่ได้

๔) มอบความเป็นใหญ่ให้ หมายถึง มอบการดูแลกิจการภายในบ้านให้ทั้งหมด ให้ภรรยาเป็นผู้บริหารจัดการ เช่น การบังคับบัญชาผู้คนบ่าวไพร่ ตลอดจนดูแลจัดการทรัพย์สมบัติทั้งปวง มีสิทธิ์เด็ดขาดภายในบ้านเท่าๆ กับสามี เพราะนอกเหนือจากเสื้อผ้า เครื่องประดับต่างๆ แล้ว ภรรยาทุกคนต่างต้องการความเป็นใหญ่ในบ้าน

๕) ให้เครื่องแต่งตัว หมายถึง การมอบเครื่องประดับตามสมควรแก่สมบัติของตน หรือ เมื่อไปสถานที่ใดพบเจอสิ่งของที่ชอบใจ ก็ซื้อมาฝาก หรือหามาให้ในโอกาสสำคัญต่างๆ
บันทึกการเข้า

MiMee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 729
    • ดูรายละเอียด

ข. หน้าที่ภรรยาพึงมีต่อสามี

พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงหน้าที่ของภรรยาที่พึงกระทำต่อสามีในสิงคาลกสูตรไว้ ๕ ประการ คือ[๑๖]
๑) จัดการงานดี
๒) สงเคราะห์คนข้างเคียงดี
๓) ไม่ประพฤตินอกใจ
๔) รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้
๕) ขยันไม่เกียจคร้าน

คัมภีร์สุมังคลวิลาสินีอธิบายหน้าที่ที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีไว้ดังนี้[๑๗]

๑) จัดการงานดี หมายถึง การที่ภรรยาไม่ควรละเลยเวลาต้มข้าวต้มและหุงข้าวสวยเป็นต้น แล้วจัดการงานให้ดี ด้วยการทำความดีแก่สามีนั้นๆ อธิบายได้ว่า หน้าที่ในข้อนี้เรียกได้ว่า เป็นแม่เรือนที่ดี ซึ่งต้องมีหน้าที่หลายอย่าง เช่น จะต้องตื่นลุกขึ้นก่อนสามี จัดเตรียมเครื่องล้างหน้าหรือเครื่องอาบน้ำให้สำหรับสามี เตรียมเสื้อผ้าเครื่องใช้ในกิจการของสามี จัดเตรียมหุงหาอาหาร ดูแลความสะอาดและความเป็นระเบียบในบ้าน โดยสรุปคือ ดูแลชีวิตประจำวันของสามีและบุตรทั้งในยามปกติและยามเจ็บไข้ ตลอดถึงการดูแลและสั่งการบ่าวไพร่คนรับใช้ให้ปฏิบัติกิจต่างๆ ภายในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นต้น

๒) สงเคราะห์คนข้างเคียงดี หมายถึง การสงเคราะห์บริชนด้วยความนับถือและด้วยการส่งข่าว เป็นต้น ชนผู้เป็นญาติของสามีและของตน ชื่อว่า บริชน อธิบายได้ว่า ญาติมิตรหรือใครก็ตามที่สามีรักใคร่นับถือ และเคยให้พึ่งพาอาศัยมาก่อน ควรอนุเคราะห์เกื้อกูลตามสภาพของบุคคล การสงเคราะห์นั้นมีอยู่ ๒ ทาง คือ ทางกำลังกาย และทางกำลังทรัพย์ ส่วนการสงเคราะห์อีกประการหนึ่งคือ??ารแสดงออกด้วยอัชฌาสัยไมตรีที่ไพเราะอ่อนหวาน และให้เกียรติ ซึ่งจะเป็นเสน่ห์ให้ญาติมิตรของสามีรักใคร่เอ็นดู รวมถึงการรู้จักต้อนรับปฏิสันถารผู้มาเยือนด้วยดี ไม่ให้ขาดตกบกพร่องทั้งน้ำคำและน้ำใจ อย่างนี้จึงเรียกว่ารู้จักสงเคราะห์คนข้างเคียงสามีด้วยดี

๓) ไม่ประพฤตินอกใจ คือ ไม่ทิ้งขว้างสามีแล้วปรารถนาชายอื่นแม้ด้วยใจ อธิบายได้ว่า ภรรยาที่ดีนั้นต้องมีธรรมหิริโอตตัปปะ จักต้องถนอมรักษาตนไม่ประพฤติลามกอนาจาร การเอาใจออกห่างไปคบชายอื่นนั้น เท่ากับกำหนดให้ตนเองและชายอื่น เป็นศัตรูกับสามีของตน ซึ่งในไม่ช้าก็จะนำพาชีวิตไปสู่ความตกต่ำ การทำตนเป็นคนกว้างขวางในหมู่ชายแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ แต่จะก่อให้เกิดการติฉินนินทาได้ ฉะนั้น ภรรยาที่ดีจึงต้องรู้จักวางตัวให้เหมาะสมกับชายอื่นทั้งหลาย แม้แต่คนในครอบครัว ยกเว้นแต่บุตรชายเท่านั้น

๔) รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ คือ ทรัพย์ที่สามีทำกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้นแล้วนำมารักษาไว้ หมายถึง การดูแลรักษาทรัพย์ ซึ่งไม่ได้หมายเฉพาะการเก็บรักษาแต่อย่างเดียว แต่จะต้องรู้จักการบริหารจัดการทรัพย์นั้นด้วย คือรู้จักใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และรู้จักใช้ทรัพย์สร้างประโยชน์เพื่อให้เกิดความงอกงามไพบูลย์ยิ่ง ๆ ขึ้น รู้จักเก็บทรัพย์ไว้ใช้ในยามจำเป็น และรู้จักแบ่งปันทรัพย์เพื่อใช้บำรุงรัฐ และใช้ในการสร้างบุญกุศลต่าง ๆ เป็นต้น

๕) ขยันไม่เกียจคร้านในกิจทั้งปวง คือ เป็นผู้ขยัน เป็นผู้ฉลาด มีความละเอียดลออในการจัดข้าวยาคูแลภัตร เป็นต้น หมายถึง ผู้เป็นภรรยาต้องไม่เกียจคร้าน ประพฤติตัวเหมือนหญิงที่ไม่มีครอบครัวบางพวก ที่ชอบนั่งอยู่กับที่ ยืนอยู่กับที่ แต่ภรรยาต้องเป็นผู้ที่หมั่นเอาใจใส่ในธุระ การงานของตน โดยเห็นสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ ก็ตั้งความเพียรประกอบในสิ่งนั้นจนบรรลุความสำเร็จ ไม่ปล่อยให้เนินช้านานวันเพราะความเกียจคร้านด้วยเหตุประการต่าง ๆ เช่น หนาวเกินไป ร้อนเกินไป เย็นเกินไป ยังเช้าเกินไป กำลังหิวหรือยังอิ่มอยู่ เป็นต้น

โดยเฉพาะหน้าที่ข้อที่ ๓ ทั้งของสามีและภรรยานั้น พระพุทธเจ้าทรงตระหนักดีว่า ครอบ ครัวจะปราศจากปัญหาทางสภาพจิตใจ ก็ต่อเมื่อทั้งสามีและภรรยาซื่อสัตย์แก่กันและกันไว้ใจกันโดยไม่มีการประพฤตินอกใจกัน แม้ว่าบางทีสามีและภรรยาอยู่ห่างไกลกันก็ตาม
 
บทบาทของผู้ชายในฐานะเป็นสามี

ความทุกข์เฉพาะของผู้หญิงซึ่งไม่เกิดแก่ผู้ชาย  แต่กระนั้น ผู้ชายซึ่งเป็นสามีควรทำความเข้าใจในเรื่องนี้และปฏิบัติด้วยความเอาใจใส?เห็นอกเห็นใจกัน คือ[๑๘]
๑) ผู้หญิงต้องพลัดพรากจากญาติพี่น้องมาอยู่กับตระกูลสามีที่ยังเป็นเด็กสาว  สามีควรให้ความอบอุ่นใจ
๒) ผู้หญิงมีประจำเดือน  ซึ่งบางคราว  ก่อปัญหาให้เกิดความแปรปรวนทั้งทางร่างกายและจิตใจ  ฝ่ายสามีควรเข้าใจ
๓) ผู้หญิงตั้งครรภ์ ซึ่งยามนั้นต้องการความเอาใจใส่บำรุงร่างกายและจิตใจเป็นพิเศษ
๔) ผู้หญิงคลอดบุตร ซึ่งเป็นคราวเจ็บปวดทุกข์แสนสาหัส และเสี่ยงชีวิตมาก สามีควรใส่ใจเหมือนเป็นทุกข์ของตน
๕) ผู้หญิงต้องคอยปรนเปรอเอาใจใส่ฝ่ายชาย  ฝ่ายผู้ชายนั้นไม่ควรเอาแต่ใจตัว  พึงซาบซึ้งในความเอื้อเฟื้อและมีน้ำใจตอบแทน

บันทึกการเข้า

MiMee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 729
    • ดูรายละเอียด
ศีลข้อ ๓ (เรื่องสามีภรรยา) ค่ะ ...

การรักษาศีล
พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ

ศีลข้อ ๓ คือข้อกาเมฯ ศีลข้อนี้ก็ต้องมีปัญญารักษาเช่นกันใช้ปัญญาพิจารณาว่าเราเป็นมนุษย์ รู้จักความละอายในการกระทำของตนเอง ไม่ควรประพฤติตัวเหมือนสัตว์ดิรัจฉาน เพราะสัตว์ดิรัจฉานไม่มีปัญญาไม่มีความละอายในความประพฤติ เขาจึงทำกันไปแบบภาษาสัตว์ ใครเป็นพ่อใครเป็นแม่ใครเป็นลูกเขาไม่ถือกัน จะล่วงเกินเมียใครลูกใครเขาก็ไม่ละอาย เขาไม่รู้จักสิ่งที่ควรหรือไม่ควร

นี่เราเป็นมนุษย์ที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม มีสติมีปัญญาที่ดี รู้จักบาปบุญคุณโทษ จึงไม่ควรฝึกตัวเอาแบบอย่างของสัตว์ดิรัจฉาน

ความพอดีของมนุษย์คือผัวเดียวเมียเดียวก็พอแล้ว

ถ้ามาฝึกตัวเหมือนสัตว์ เกิดชาติหน้าก็จะได้ไปเกิดเป็นสัตว์อีกต่อไป ดังภาษิตว่า มนุสฺสติรจฺฉาโน ถึงร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นเหมือนสัตว์ดิรัจฉาน เมื่อตายไปก็จะได้ไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานต่อไป เมื่อได้มาเกิดเป็นมนุษย์วิบากกรรมก็ยังตามมา กรรมจะบันดาลให้ได้แต่คนนอกใจ ถ้ามีสามี สามีก็จะนอกใจ ถ้ามีภรรยา ภรรยาก็จะนอกใจ ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อกัน เผลอเมื่อไร เป็นอันเกิดเรื่องทันที ถ้าเป็นไปในลักษณะอย่างนี้ จะไม่มีความสุขในครอบครัวนั้นเลย มีแต่ทะเลาะเบาะแว้งตีกันฆ่ากันเดือดร้อนวุ่นวายกันไปหมด นี้คือบาปกรรมตามสนองผู้ชอบล่วงละเมิดศีลข้อกาเมฯ ฉะนั้นเราเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจสูงมีสติปัญญาที่ดี ก็ให้มีศีลข้อนี้ประดับใจประดับกาย ใช้เป็นอุบายสอนใจอยู่เสมอ ๆ อีกสักวันหนึ่งใจก็จะเกิดความสำนึกตัวมีความละอายในการกระทำในสิ่งที่ผิดจากจารีตประเพณี นี้คือรักษาศีลด้วยปัญญา ถ้าปัญญาได้อบรมสอนใจตัวเองอยู่บ่อย ๆ อย่างนี้ ผู้นั้นจะไม่ผิดศีลข้อกาเมฯ นี้อย่างแน่นอน

บันทึกการเข้า

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5319
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข