meowwarattada.com

MEOWWARATTADA WEBBOARD

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

ผู้เขียน หัวข้อ: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)  (อ่าน 57212 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Daeng

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 732
    • ดูรายละเอียด
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #165 เมื่อ: มีนาคม 18, 2013, 16:04:18 PM »
ชอบมากเลยค่ะ คุณ POO อ่านแล้วสบายใจค่ะ
บันทึกการเข้า

POO

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 304
    • ดูรายละเอียด
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #166 เมื่อ: มีนาคม 20, 2013, 08:33:11 AM »
คุณอาจโกรธโดยไม่ตั้งใจ
แต่ไม่มีทางอภัยโดยบังเอิญ
คนอารมณ์เย็นจริง ใช่ว่าไม่โกรธเลย
แต่เป็นคนที่เจอเรื่องกระทบแล้ว เกิดความโกรธแล้ว ไม่เห็นความโกรธเป็นตน
แต่เห็นความโกรธเป็นสิ่งดับได้อย่างรวดเร็ว
ถ้าอยากพูดด่าหรืออยากลงมือทำร้ายใคร
ตอนนั้นความโกรธมีไว้ห้าม ไม่ใช่มีไว้ดู
แต่ถ้า แค่หงุดหงิดคิดไม่ดีกับใคร
ตอนนั้นความโกรธมีไว้ดู ไม่ใช่มีไว้ห้าม
ฝึกอยู่อย่างนี้ ไม่ว่าจะโกรธหนักหรือโกรธเบา
จิตของคุณจะกลายเป็นนักดูความโกรธ
คุณสมบัติเด่นของนักดูความโกรธ คือไม่ถูกความโกรธครอบงำ
แล้วก็ไม่พยายามครอบงำความโกรธด้วย
กระทั่งเหมือนแยกกันเป็นคนละฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งโกรธให้ดู อีกฝ่ายหนึ่งรู้ความโกรธ
ระลึกไว้
ถ้าเกิดโทสะแล้ว ยอมรับตามจริงว่า
มันแรงขึ้นได้ ก็อ่อนลงได้
ผู้หวงความโกรธไว้
ได้ชื่อว่า หวงทุกข์ไว้
ผู้ยินยอมเปล่งคำพูด และลงมือกระทำการเพื่อรับใช้ความโกรธ
ย่อมได้ชื่อว่า ยังทำตัวเป็นบ่าวไพร่ของโทสะ
ยากจะเอาชนะ เพื่อเลื่อนชั้นขึ้นเป็นนายของกิเลส
ไม่อาจลิ้มรสความเยือกเย็น อันเป็นอมตะตามพระผู้สิ้นโกรธได้
สรุปคือ การรบกับความโกรธที่ดีที่สุด คือ
การไม่คาดหวังเอากับตัวเองว่า จะไม่โกรธ
และเมื่อโกรธแล้ว ก็ให้ยอมรับตามจริง
เมื่อยอมรับตามจริง ก็ย่อมเห็นความจริงอันไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
ทำความเข้าใจไว้ให้ดีๆ ตั้งแต่แรกว่า
ความโกรธ ความขัดเคือง ความเกลียด ความกลัวทั้งปวงนั้น หาใช่ตัวเราไม่
โทสะเป็นเพียงความกระเพื่อมไหวของจิต มิใช่ตัวจิตเอง
เปรียบเหมือนคลื่น ไม่ใช่น้ำ เป็นแค่อาการกระเพื่อมไหวของน้ำเท่านั้น
เลิกยึดมั่นถือมั่นว่า คุณต้องดี คุณจะเอาดี
แต่เปลี่ยนเป็นรับสภาพตามจริงว่า
จิตไม่จำเป็นต้องดี จิตไม่ได้มีไว้เพื่อเอาดี
จิตเป็นเพียงธรรมชาติที่ถูกกระทบได้
เกิดความกระเพื่อมไหวได้ แล้วกลับสงบลงได้.
ขอเพียงไม่เอา ‘ตัวเอง’ เป็นที่ตั้งของการรบ
วันหนึ่งการรบจะสิ้นสุด
โดยไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ
มีแต่สภาพทุกข์คลี่คลายไปสู่ความดับสนิท เย็นสนิท
เป็นบรมสุขเหนือภาวะเร่าร้อนใดๆ
"โกรธอย่างรู้ ดีกว่า หายโกรธอย่างไม่รู้".
บันทึกการเข้า

POO

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 304
    • ดูรายละเอียด
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #167 เมื่อ: เมษายน 19, 2013, 11:56:46 AM »
ที่อกหัก ก็เพราะยอมเป็นฝ่ายถูกทิ้งทางกายข้างเดียว
ทําไมไม่หัดให้เขา เป็นฝ่ายถูกทิ้งด้วยใจเราดูบ้าง
อย่าตั้งโจทย์ว่า จะ "ทำใจ" อย่างไรดี
ต้องตั้งโจทย์ว่า จะ "เปลี่ยนใจ" อย่างไรได้
การเปลี่ยนใจ หมายถึงการเปลี่ยนที่ตั้งของความคิด
แทนที่จะย้ำคิดว่า "เขาเคยเป็นของเรา" ซึ่งเกิดขึ้นแบบเชื่อไปเอง
ให้กลายเป็น "เขาไม่เที่ยง และไม่เคยเป็นของใครจริง"
อย่าคิดว่า เราเป็นฝ่ายถูกทิ้ง
ให้คิดว่า เราเป็นฝ่ายเลือกที่จะทิ้งขยะชิ้นหนึ่งออกจากใจ
อย่าคิดว่า เราเป็นฝ่ายเหงา
ให้คิดว่า เราเป็นฝ่ายเลือกพักร้อนอย่างสบายใจสักระยะ
อย่าคิดว่า เราเป็นฝ่ายทรมาน
ให้คิดว่า เราเป็นฝ่ายเลือกทำความสุขให้แก่เขา
อย่าคิดว่า เราควรเหนี่ยวรั้งเขา
ให้คิดว่า เราควรเป็นฝ่ายให้อิสระแก่คนอื่น
ถ้าเปลี่ยนมโนกรรม (กรรมทางความคิด) จากมืดเป็นสว่างได้
ชีวิตก็จะสว่างเอง
จิตที่สว่างย่อมอบอุ่นเป็นสุข
มีแต่ความอิ่มเต็มเบิกบาน
มีแต่อยากได้อิสระ ให้ตนเองและใครๆ ทั้งโลก   :D
บันทึกการเข้า

MiMee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 729
    • ดูรายละเอียด
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #168 เมื่อ: เมษายน 21, 2013, 12:41:29 PM »
อิ อิ โดน ชอบค่ะ .. ต้องฝึกเยอะๆเลยถึงจะเปลี่ยนกรรมทางความคิดแบบมืดๆมาเป็นสว่างได้ ..
เปลี่ยนวิธีคิดวันละนิด  มันก็ต้องเปลี่ยนได้ซินะ   :) 
บันทึกการเข้า

POO

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 304
    • ดูรายละเอียด
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #169 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2013, 17:16:41 PM »
ชีวิตเราจะเจริญหรือตกต่ำ
ไม่ได้อยู่ที่ใครหน้าไหนเลย
แต่อยู่ที่การกระทำของเราเอง
ชีวิตเป็นเรื่องของการเสาะหา ไม่ใช่เกิดมาเป็น
ชีวิตเป็นเรื่องของการต่อสู้ ไม่ใช่นั่งดูดวง
ชีวิตเป็นเรื่องของการฟันฝ่า ไม่ใช่ฟ้าบันดาล
ชีวิตเป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญ ไม่ใช่โชคช่วย
จุดต่ำที่สุดในชีวิต ที่ทุกคนประสบ
เป็นได้ทั้งจุดจบ และบทเรียนที่ดี
อยู่ที่คุณจะฉลาด เลือกแบบไหน !!
ถ้าไม่มีใครยอมยื่นมือมาช่วยเหลือ
จงอย่าลืมว่า ยังเหลืออีกหนึ่ง อยู่ตรงปลายแขนของคุณเอง
ที่พร้อมจะช่วยเสมอ
ผู้ชนะ ไม่เคยยอมแพ้
ผู้ที่ยอมแพ้ จะไม่เคยชนะ

 ;D
บันทึกการเข้า

CC

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 226
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #170 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2013, 12:41:41 PM »

Like it very much ka K.POO  :D :D :D
บันทึกการเข้า

POO

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 304
    • ดูรายละเอียด
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #171 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2013, 08:28:45 AM »

น้ำเน่า ต้องไล่ด้วยน้ำดี
ไม่มีน้ำเน่าที่ไหน ล้างน้ำเน่าด้วยกันได้
ฉันใดก็ฉันนั้น จิตที่ดำมืด ย่อมไล่ได้ด้วยจิตที่สว่างไสว
จิตที่สกปรก ย่อมไล่ได้ด้วยจิตที่สะอาด
ในวันที่ทุกสิ่งดูผิดพลาดไปหมด
ขอเพียงเหลือใจที่ถูกต้องไว้ดวงเดียวก็พอ
แล้วใจจะพาทุกอย่าง กลับเข้าที่เข้าทางไปเอง
หากคุณรักษาใจ ไว้ไม่ให้เศร้าหมอง
จะด้วยการฟังธรรม
หรือมองเหตุการณ์ให้เป็นธรรม
หรือสุดยอดคือ เจริญสติ ให้เห็นอารมณ์ทางใจเป็นเพียงสภาพธรรมที่ไม่เที่ยง
เศร้าได้ ก็คลายได้
โกรธได้ ก็หายได้
มืดได้ ก็สว่างได้
ในที่สุด จะเหลือจิตที่ประกอบด้วยสติ
ไม่ดำดิ่งตามช่วง "ดวงตก"
ผลที่ออกมาอย่างชัดเจนเป็นอันดับต้นๆ คือ คุณจะไม่ทำผิดพลาด
ไม่พูดผิดพลาด ให้ถลำลึกลงไปอีก
ความคิดประชดชีวิตจะไม่อยู่ในหัว
และอันดับต่อมา คุณจะพบว่าตัวเองค่อยๆ อยู่ท่ามกลางทางออกของปัญหา
ซึ่งแต่เดิม อาจมองไม่เห็นเลยสักทางเดียว เพราะจิตเคยหม่นมืดด้วยโมหะ
ต่อเมื่อโมหะ ถูกชำแรกแทนด้วยแสงกุศล
อะไรๆ รอบตัว จึงปรากฏโดยสภาพแท้จริงของมัน
คือไม่แย่ อย่างที่คิด
ชีวิตจะแย่จริงๆ ก็เมื่อคุณยอมให้ จิตถูกเหตุการณ์ร้ายๆ ปรุงแต่งจนถึงวันตาย
สิ่งร้ายเริ่มกลายเป็นดี ตั้งแต่ธรรมะดี ๆ
มาประดิษฐานที่กลางใจ
 :D
บันทึกการเข้า

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5319
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #172 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2013, 07:25:32 AM »
ขอบคุณมากนะคะ ปู ...

อนุโมทนาค่ะ
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

POO

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 304
    • ดูรายละเอียด
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #173 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2013, 09:26:41 AM »
ชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้า-เหนื่อยก็หยุดพักแต่อย่าเดินกลับหลัง
นานๆ ทีฉันนัดกินข้าวกับเพื่อนเก่าทีละหลายๆ คน
แบบเฮฮาปาร์ตี้ เพื่อนหลายคนชีวิตยังเรื่อยๆ
บางคนก็สุดโต่งรีบไปเสียไกลเชียว
(ฉันเป็นประเภทกลางๆ นั่งพักกายพักใจ ไม่ถอยไม่ก้าว)
เพื่อนฉันบางคนอยู่ในช่วงที่เหนื่อย ท้อ ไม่มีแรง
เขาบอกฉันว่า "ชีวิตเร่งรีบนักก็ไม่ดี"
พอมานั่งคิดตามก็เห็นว่า เออก็จริงของมันเหมือนกันนะ
แต่ถ้ามาคิดลึกๆ แล้ว
ถ้าเราก้าวช้าก็ไปได้ช้า
เวลาผ่านไปทุกวัน ไม่เคยคอยใครเลย
ฉันมักบอกเพื่อนประเภทเรื่อยเฉื่อยเกินไปทั้งหลายว่า
ไม่ว่าเธอจะเหนื่อยกายเหนื่อยใจสักแค่ไหน
ถ้าเธอเดินเร็ว
เวลาที่ล้มที่ลุก มันก็จะมากขึ้น
โอกาสที่เธอจะยืนได้อย่างแข็งแรงก็มีมากขึ้น
แต่ถ้าเธอมัวแต่ดินช้า เวลาที่จะล้มจะลุก
มันก็จะน้อยลง กว่าจะรู้จุดยืน
เธออาจจะไม่มีแรงเดินแล้วก็ได้
ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนไม่เหนื่อยไม่ท้อ
(แหม ฉันก็คนมีเลือดเนื้อ มีหัวใจ เซ็งโลกเป็นเหมือนกันนั่นแหละ)
ทุกครั้งที่อยากเดินถอยหลัง ฉันจะนึกถึงตอนที่ฉันก้าวมา
ฉันเหนื่อยแค่ไหน เหยียบหนามเจ็บตัวกี่ครั้ง
ถ้าฉันเดินกลับหลัง ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง
เท่ากับว่าที่ผ่านมาฉันเหนื่อยฟรีสิ
บุคคลต้นแบบที่ฉันแอบปลื้มคนหนึ่ง
เขาบอกว่า
"ชีวิตคนเราต้องก้าวไปข้างหน้า
ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเดินกลับหลัง
สิ่งนั้นเป็นการวัดอนาคตเราแล้วล่ะ"
สมัยเป็นนักศึกษาเล็กๆ ฉันมีเพื่อนหลายคน
ที่เดินออกจากมหาวิทยาลัยอย่างสง่าผ่าเผย
ด้วยปัญหาที่ฉันมองตอนนี้ว่าเล็กๆ


แต่ตอนนั้นก็ไม่เล็กสำหรับเด็กวัยขนาดนั้น
ฉันพยายามรั้ง...เดินมาตั้งครึ่งทางแล้วยังเดินมาได้
จะเดินต่ออีกนิดจะเป็นจะตายเชียวเหรอ...
แต่เขาถอดใจและเดินกลับหลังเสียดื้อๆ
ทิ้งความหวังความฝันของตัวเองลงกลางทาง
ตอนนี้ทุกครั้งที่เจอกันเขาบ่นเสียใจ และเสียดาย
ถ้าย้อนเวลาได้ เขาจะผ่านมันไปอย่างแข็งแรง
ทุกครั้งที่เหนื่อย ท้อ และทุกข์
ฉันบอกกับตัวเอง "แล้วมันจะผ่านไป"
ยังไงก็ไม่เดินกลับหลัง อย่างดีก็แค่อยู่เฉยๆ
พักกายพักใจ พอมีแรงแล้วเดินต่อ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...
ขอให้เธอผ่านมันไปอย่างแข็งแรง
ค่อยๆ เดินค่อยๆ ขยับ
เผลอแป๊บเดียว พอหันกลับไปดู แล้วจะตกใจว่า...
โห...เราเดินมาได้ไกลขนาดนี้แล้วหรือนี่...

เป็นบทความที่ดีมากค่ะ เลยนำมาให้อ่าน ;D
บันทึกการเข้า

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5319
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #174 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2013, 22:32:59 PM »
อจ วศิน เป็น หนึ่งในผู้ปฏิบัติ ผู้เผยแพร่ธรรม ที่พี่นับถือมากที่สุดคนหนึ่งเลยค่ะ วันนี้ คืนนี้ เลยอยากนำมาฝากน้องๆค่ะ

ใบไม้ในกำมือ

เรียบเรียงจาก "พระอานนท์พุทธอนุชา"
วศิน อินทสระ

Image

เป็นหลักธรรมที่นำมาจากบาลีพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฏก ผู้อ่านจะได้ทั้งความเพลิดเพลินในทั้งเนื้อหาสาระ และได้หลักธรรมที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ตรงประเด็น ตลอดถึงสามารถเป็นคำตอบที่จะแก้ความสงสัย ที่เป็นปัญหาตรงกับใจของคนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

สมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ ป่าไม้ประดู่ลาย เขตเมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ถือเอาใบประดู่ลาย แล้วทรงตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในฝ่าพระหัตถ์กับที่อยู่บนต้น อย่างไหนมีมากกว่ากัน พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลว่า ใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้นมีมากกว่า

พระพุทธองค์ทรงตรัสอธิบายว่า ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงหยั่งทราบด้วยพระปัญญาอันยิ่งนั้น มีมากกว่าธรรมที่พระองค์ทรงประกาศ เปรียบดังใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้น มีมากกว่าในฝ่าพระหัตถ์ แล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุผลว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ทรงแสดงธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งเปรียบดังใบประดู่ลายบนต้นนั่นก็เพราะธรรมเหล่านั้น ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับทุกข์ ความสงบ ระงับ ความรู้ยิ่ง การตรัสรู้ และพระนิพพาน

๑.ศีล สมาธิ ปัญญา

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลเป็นพื้นฐาน เป็นที่รองรับคุณอันยิ่งใหญ่ ประหนึ่งแผ่นดินเป็นที่รองรับและตั้งลงแห่งสิ่งทั้งหลายทั้งที่มีชีพ และหาชีพมิได้ เป็นต้นว่า พฤกษาลดาวัลย์ มหาสิงขร และสัตว์จตุบททวิบาท นานาชนิด บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้นใจย่อมอยู่สบาย มีความปลอดโปร่ง เหมือนเรือนที่มีบุคคลปัดกวาด เช็ดถูเรียบร้อย ปราศจากเรือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลนี้เองเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ คือ ความสงบใจ สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้นเป็นพื้นฐาน เป็นสมาธิที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก บุคคลผู้มีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบ เหมือนเรือนที่มีฝาผนัง มีประตูหน้าต่างปิดเปิดได้เรียบร้อย มีหลังคาสำหรับป้องกันลม แดด และฝน ผู้อยู่ในเรือนเช่นนี้ฝนตกก็ไม่เปียก แดดออกก็ไม่ร้อนฉันใด บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิดีก็ฉันนั้น ย่อมสงบอยู่ได้ไม่กระวนกระวาย

เมื่อลม แดด และฝน กล่าวคือ โลกธรรม แผดเผากระพือพัดซัดสาดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า สมาธิอย่างนี้ย่อมก่อให้เกิดปัญญาในการฟาดฟันย่ำยีและเชือดเฉือนกิเลสอาสวะต่าง ๆ ให้เบาบางและหมดสิ้นไป เหมือนบุคคลผู้มีกำลังจับศาสตราอันคมกริบแล้วถางป่าให้โล่งเตียนก็ปานกัน

"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ปัญญาซึ่งมีสมาธิเป็นรากฐานนั้นย่อมปรากฏดุจไฟดวงใหญ่กำจัดความมืดให้ปลาสนาการ มีแสงสว่างรุ่งเรืองอำไพ ขับฝุ่นละออง คือกิเลสให้ปลิวหาย ปัญญาจึงเป็นประดุจประทีปแห่งดวงใจ"

"อันว่าจิตนี้เป็นธรรมชาติที่ผ่องใสอยู่โดยปกติ แต่เศร้าหมองไปเพราะคลุกเคล้าด้วยกิเลสนานาชนิด ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นเครื่องฟอกจิตใจให้ขาวสะอาดดังเดิม จิตที่ฟอกแล้วด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง"

"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ย่อมพบกับปีติปราโมทย์อันใหญ่หลวง รู้สึกตนว่าได้พบขุมทรัพย์มหึมา หาอะไรเปรียบมิได้ เอิบอาบซาบซ่านด้วยธรรม ตนของตนเองนั่นแลเป็นผู้รู้ว่า บัดนี้ กิเลสานุสัยต่าง ๆ ได้สิ้นไปแล้ว ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว เหมือนบุคคลผู้ตัดแขนขาด ย่อมรู้ด้วยตนเองว่า บัดนี้แขนของตนได้ขาดแล้ว"
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5319
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #175 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2013, 22:33:33 PM »
๒.มรรคอริยสัจ

"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปด ประเสริฐสุด บรรดาบททั้งหลาย บทสี่คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะ คือ การปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐที่สุด บรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตเจ้า ผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด

มรรคมีองค์แปด นี่แลเป็นไปเพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์ หาใช่ทางอื่นไม่ เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคมีองค์แปด นี้ อันเป็นทางที่ทำมารให้หลงติดตามมิได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติ เพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป ความเพียรพยายามเธอทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติตนดังนี้ พวกเธอจักพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร"


๓.ความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจากตัณหา อุปาทาน ความทะยานอยากดิ้นรน และความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่าง ๆ

สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้โดยความเป็นตน เป็นของตนที่ไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้นเป็นไม่มี หาไม่ได้ในโลกนี้ เมื่อใดบุคคลมาเห็นสักแต่ว่าได้เห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สักแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เพียงสักว่า ๆ ไม่หลงใหลพัวพันมัวเมา เมื่อนั้นจิตก็จะว่างจากความยึดถือต่าง ๆ ปลอดโปร่งแจ่มใสเบิกบานอยู่"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือ ความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตนเสีย ด้วยประการฉะนี้ เธอจะเบาสบายคลายทุกข์คลายกังวล ไม่มีความสุขใดยิ่งไปกว่าการปล่อยวางและการสำรวมตนอยู่ในธรรม"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์เป็นความจริงประการหนึ่งที่ชีวิตทุกชีวิตจะต้องประสบไม่มากก็น้อย ความทุกข์ที่กล่าวนี้มีอะไรบ้าง ภิกษุทั้งหลาย ความเกิดเป็นความทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็เป็นความทุกข์ ความแห้งใจหรือความโศก ความร่ำไรรำพันจนน้ำตานองหน้า ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งของอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งของอันไม่เป็นที่พอใจ ปรารถนาอะไรมิได้ดังใจหมาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความทุกข์ ที่บุคคลต้องประสบทั้งสิ้น เมื่อกล่าวโดยสรุป การยึดมั่นในขันธ์ห้าด้วยตัณหาอุปาทานนั่นเอง เป็นความทุกข์อันยิ่งใหญ่"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวว่าความทุกข์ทั้งมวลย่อมสืบเนื่องมาจากเหตุ ก็อะไรเล่าเป็นเหตุเกิดความทุกข์นั้น เรากล่าวว่าตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ ตัณหา คือ ความทะยานอยากดิ้นรน ซึ่งมีลักษณะเป็นสาม คือ ดิ้นรนอยากได้อารมณ์ที่น่าใคร่น่าปรารถนาเรียกว่า กามตัณหา อย่างหนึ่ง ดิ้นรนอยากเป็นนั่นเป็นนี่เรียก ภวตัณหา อย่างหนึ่ง ดิ้นรนอยากผลักสิ่งที่มีอยู่แล้ว เป็นแล้ว เรียก วิภวตัณหาอย่างหนึ่ง นี่แล คือ สาเหตุแห่งความทุกข์ขั้นมูลฐาน

ภิกษุทั้งหลาย การสลัดทิ้งโดยไม่เหลือซึ่งตัณหาประเภทต่าง ๆ ดับตัณหา คลายตัณหาโดยสิ้นเชิงนั่นแล เราเรียกว่า นิโรธ คือ ความดับทุกข์ได้"
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5319
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #176 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2013, 22:34:42 PM »
๔.ความสงบ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นไว้เพื่อล่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาเล็ก ๆ เพียงตัวเดียว มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว

เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน

เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา

และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้

เมื่อมีเกียรติมากขึ้น ภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว ในหมู่ชนที่เพ่งมองแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลาไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตา เขาพากันบ่นว่าหนักและเหน็ดเหนื่อย พร้อม ๆ กันนั้นเขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! คนในโลกส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความกลับกลอกและ หลอกลวง หาความจริงไม่ค่อยได้ แม้แต่ในการนับถือศาสนา ด้วยอาการดังกล่าวนี้ โลกจึงเป็นเสมือนระงมอยู่ด้วยพิษไข้อันเรื้อรังอยู่ตลอดเวลา ภายในอาคารมหึมาประดุจปราสาทแห่งกษัตริย์ มีลมพัดเย็นสบาย แต่สถานที่เหล่านั้น มักบรรจุเต็มไปด้วยคนซึ่งมีจิตใจเร่าร้อนเป็นไฟอยู่เป็นอันมาก ภาวะอย่างนั้นจะมีความสุขสู้ผู้มีใจสงบอยู่โคนไม้ได้อย่างไร”


๕.ความสุขทางใจ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! การแสวงหาทางออกอย่างพวกเธอนี้เป็นเรื่องประเสริฐแท้ การแก่งแย่งกันเป็นใหญ่เป็นโตนั้น ในที่สุดทุกคนก็รู้เองว่าเหมือนแย่งกันเข้าไปกอดกองไฟ มีแต่ความเร่าร้อนกระวนกระวาย เสนาบดีดื่มน้ำด้วยภาชนะทองคำ กับคนจน ๆ ดื่มน้ำด้วยภาชนะที่ทำด้วยกะลามะพร้าว เมื่อมีความพอใจย่อมมีความสุขเท่ากัน

นี่เป็นข้อยืนยันว่า ความสุขนั้น...อยู่ที่ความรู้สึกทางใจเป็นสำคัญ อย่างพวกเธออยู่ที่นี่มีแต่ความพอใจแม้กระท่อมจะมุงด้วยใบไม้ ก็รู้สึกมีความสุขกว่าอยู่ในพระราชฐานอันโอ่อ่า แน่นอนทีเดียวคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นมิใช่คนใหญ่คนโต แต่เป็นคนที่รู้สึกว่าชีวิตของตนมีความสุข สงบเยือกเย็น ปราศจากความเร่าร้อนกระวนกระวาย”


๖.ลาภและยศ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ลาภและยศนั้นเป็นเหยื่อของโลกที่น้อยคนนักจะสละและวางได้ หรือได้แล้วไม่เมา จึงมีเรื่องแย่งลาภแย่งยศกันอยู่เสมอเหมือนปลาที่แย่งเหยื่อกันกิน แต่หารู้ไม่ว่าเหยื่อนั้นมีเบ็ดเกี่ยวอยู่ด้วย หรือเหมือนไก่ที่แย่งไส้เดือนกัน จิกตีกัน ทำลายกันจนพินาศกันไปทั้งสองฝ่าย น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก

ถ้ามนุษย์ในโลกนี้ลดความโลภลง มีการเผื่อแผ่เจือจานโอบอ้อมอารี ถ้าเขาลดโทสะลง มีความเห็นอกเห็นใจกัน มีเมตตากรุณาต่อกัน และลดโมหะลง ไม่หลงงมงาย ใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหาและดำเนินชีวิต โลกนี้จะน่าอยู่อีกมาก แต่ช่างเขาเถิด หน้าที่โดยตรง และเร่งด่วนของเธอ คือ ลดความโลภ ความโกรธ และ ความหลงของเธอเองให้น้อยลง แล้วจะประสบความสุขเยือกเย็นมากขึ้น เหมือนคนลดไข้ได้มากเท่าใด ความสบายกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น”
บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5319
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #177 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2013, 22:35:19 PM »
๗.ทาส

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวอยู่ภายใต้การจองจำของสังคม ซึ่งมีแต่ความหลอกหลอน สับปรับและแปรผัน ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวเป็นทาสของสังคมจนแทบจะกระดิกกระเดี้ยตัวมิได้ จะทำอะไร จะคิดอะไร ก็ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของสังคมไปเสียหมด สังคมจึงกลายเป็นเครื่องจองจำชนิดหนึ่งที่มนุษย์ซึ่งสำคัญตัวว่าเจริญแล้วช่วยกันสร้างขึ้น เพื่อผูกมัดตัวเองให้อึดอัดรำคาญ มนุษย์ยิ่งเจริญขึ้นก็ดูเหมือนจะมีเสรีภาพน้อยลงทั้งทางกายและทางใจ

ดู ๆ แล้วความสะดวกสบายและเสรีภาพของมนุษย์จะสู้สัตว์เดรัจฉานบางประเภท ไม่ได้ที่มันมีเสรีภาพที่จะทำอะไรตามใจชอบอยู่เสมอ ดูอย่างเช่นฝูงวิหคนกกา มนุษย์เราเจริญกว่าสัตว์ตามที่มนุษย์เราเองชอบพูดกัน แต่ดูเหมือนพวกเราจะมีความสุขน้อยกว่าสัตว์ ภาระใหญ่ที่ต้องแบกไว้คือ เรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรตินั้น เป็นภาระหนักยิ่งของมนุษยชาติ

สัตว์เดรัจฉานตัดไปได้อย่างหนึ่ง คือ เรื่องเกียรติ คงเหลือแต่เรื่องกามและเรื่องกิน นักพรตอย่างพวกเธอนี้ตัดไปได้อีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องกาม คงเหลือแต่เรื่องกินอย่างเดียว ปลดภาระไปได้อีกมาก แต่การกินอย่างนักพรต กับการกินอย่างผู้บริโภคกามก็ดูเหมือนจะมีข้อแตกต่างกันอยู่ ผู้บริโภคกาม และยังหนาแน่นอยู่ด้วยความรู้สึกทางโลกียวิสัย เมื่อกิน บางทีก็กินเพื่อยั่วยุกามให้กำเริบ จะต้องกินอย่างมีเกียรติ กินให้สมเกียรติ มิใช่กินเพียงเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้อย่างสมณะ ความจริงร่างกายคนเรามิได้ต้องการอาหารอะไรมากนัก เมื่อหิว ร่างกายก็ต้องการอาหารเพียงเพื่อบำบัดความหิวเท่านั้น แต่เมื่อมีเกียรติเข้ามาบวกด้วย จึงกลายเป็นเรื่องกินอย่างมีเกียรติยศ และแล้วก็มีภาระตามมาอย่างหนักหน่วง คนจำนวนมากเบื่อเรื่องนี้ แต่จำต้องทำเหมือนโคหรือควาย ซึ่งเหนื่อยหน่ายต่อแอกและไถ แต่จำใจต้องลากมันไป...ลากมันไป อนิจจา!”


๘.เครื่องจองจำ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! การครองเรือนเป็นเรื่องยาก เรือนที่ครองไม่ดีย่อมก่อทุกข์ให้มากหลาย การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง”

“ภิกษุทั้งหลาย! เครื่องจองจำที่ทำด้วยเชือกเหล็กหรือโซ่ตรวนใด ๆ เราไม่กล่าวว่าเป็นเครื่องจองจำที่แข็งแรงทนทานเลย แต่เครื่องจองจำ คือ บุตร ภรรยา ทรัพย์สมบัตินี่แล ตรึงรัดมัดผูกสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในภพอันไม่มีที่สิ้นสุด เครื่องผูกที่ผูกหย่อน ๆ แต่แก้ได้ยาก คือ บุตร ภรรยา และทรัพย์สมบัตินี่เอง รูป เสียง กลิ่นรส และโผฏฐัพพะนั้นเป็นเหยื่อของโลก เมื่อบุคคลยังติดอยู่ในรูปเป็นต้นนั้น เขาจะพ้นจากโลกมิได้เลย ไม่มีรูปใดที่รัดตรึงใจของบุรุษได้มากเท่ารูปแห่งสตรี”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ผู้ยังตัดอาลัยในสตรีไม่ได้ ย่อมจะต้องเวียนเกิด เวียนตายอยู่ร่ำไป แม้สตรีก็เช่นเดียวกัน ถ้ายังตัดอาลัยในบุรุษไม่ได้ ย่อมประสบทุกข์บ่อย ๆ กิเลสนั้นมีอำนาจควบคุมอยู่โดยทั่ว ไม่เลือกว่าในวัยใด และเพศใด”


๙.อำนาจ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! มนุษย์ผู้หลงใหลอยู่ในโลกียารมณ์ผู้เพลินอยู่ในความบันเทิงสุข อันสืบเนื่องมาจากความมึนเมาในทรัพย์สมบัติชาติตระกูล ความหรูหราฟุ่มเฟือย ยศศักดิ์และเกียรติ อันจอมปลอมในสังคม ที่อยู่อาศัยอันสวยงาม อาหารและเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ต้องใจ อำนาจและความทะนงตน ทั้งหมดนี้ทำให้บุคคลมีนัยน์ตาฝ้าฟาง มองไม่เห็นความงามแห่งพระสัทธรรม ความเมาในอำนาจเป็นแรงผลักดันที่มีพลังมากพอ ทำให้คนทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้มีอำนาจยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น พร้อม ๆ กันนั้นมันทำให้เขาลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่แยแสต่อเสียงเรียกร้องของศีลธรรม หรือ มโนธรรมใด ๆ มันค่อย ๆ ระบายจิตใจของเขาให้ดำมืดไปทีละน้อย ๆ จนเป็นสีหมึก ไม่อาจมองเห็นอะไร ๆ ได้อีกเลย หัวใจที่เร่าร้อนอยู่แล้วของเขา ถูกเร่งเร้าให้เร่าร้อนมากขึ้นด้วยความทะยานอยากอันไม่มีขอบเขต ไม่ทราบว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน

วัตถุอันวิจิตรตระการตานั้นช่วยเป็นเชื้อให้ความทะยานอยากโหมแรง กลายเป็นว่ายิ่งมีมาก ยิ่งอยากใหญ่ แม้จะมีเสียงเตือน และเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาว่าศีลธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนสังคมและคุ้มครองโลก แต่บุคคลผู้รับรู้และพยายามประคับประคองศีลธรรมมีน้อยเกินไป สังคมมนุษย์จึงวุ่นวายและกรอบเกรียมกันจนน่าวิตก”

บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5319
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #178 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2013, 22:36:56 PM »
๑๐.การเกิด

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ผู้ตื่นอยู่มิได้หลับเลยย่อมรู้สึกว่าราตรีหนึ่งยาวนาน ผู้ที่เดินทางจนเมื่อยล้าแล้ว ย่อมรู้สึกว่าโยชน์หนึ่งเป็นหนทางที่ยืดยาว แต่สังสารวัฏฏ์ คือ การเวียนเกิดเวียนตายของสัตว์ผู้ไม่รู้พระสัทธรรมยังยาวนานกว่านั้น”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! สังสารวัฎฎ์นี้หาเบื้องต้นเบื้องปลายได้โดยยาก สัตว์ที่พอใจในการเกิดย่อมเกิดบ่อย ๆ”....

การเกิดใด ๆ นั้น ตถาคตกล่าวว่าเป็นความทุกข์ เพราะสิ่งที่ติดตามความเกิดมาก็คือความชรา ความเจ็บปวดทรมาน และความตาย ความต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กายทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ อุปมาเหมือนเห็ดซึ่งโผล่ขึ้นจากดิน และนำดินติดขึ้นมาด้วย หรืออุปมาเหมือนโคซึ่งเทียมเกวียนแล้วจะเดินไปไหนก็มีเกวียนติดตามไปทุกหนทุกแห่ง สัตว์โลกเมื่อเกิดมาก็นำทุกข์ประจำสังขารติดมาด้วยตราบที่เขายังไม่สลัดความพอใจในสังขารออก ความทุกข์ก็ย่อมติดตามไปเสมอ เหมือนโคที่ยังมีแอกเกวียนครอบคออยู่ ล้อเกวียนย่อมติดตามไปทุกฝีก้าว”


๑๑.กองเพลิง

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! เมื่อรากยังมั่นคง แม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้ว มันก็สามารถขึ้นได้อีก ฉันเดียวกัน เมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัยขึ้นเสียจากดวงจิต ความทุกข์ก็เกิดขึ้นอีกแน่ ๆ

ภิกษุทั้งหลาย! น้ำตาของสัตว์ที่ต้องร้องไห้เพราะความทุกข์โทมนัสทับถมในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏ์สงสารนี้ มีจำนวนมากเหลือคณาสุดที่จะกล่าวได้ว่ามีประมาณเท่านั้นเท่านี้ กระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีเล่า ถ้านำมากองรวมกันไม่ให้กระจัดกระจายคงจะสูงเท่าภูเขา บนพื้นแผ่นดินนี้ไม่มีช่องว่างเลย แม้แต่นิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย ปฐพีนี้เกลื่อนกล่นด้วยสัตว์ที่ตายแล้วตายเล่า เป็นที่น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก ทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์ เหยียบย่ำลงบนกองกระดูก นอนอยู่บนกองกระดูก สนุกสนานเพลิดเพลินอยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ไม่ว่าภพไหน ๆ ล้วนแต่มีลักษณะเหมือนกองเพลิงทั้งสิ้น สัตว์ทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในกองเพลิง คือ ทุกข์เหมือนเต่าอันเขาโยนลงไปแล้วในกองไฟใหญ่ฉะนั้น”


๑๒.ทางสายกลาง

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ทางสองสาย คือ กามสุขัลลิกานุโยค การหมกมุ่นอยู่ในกามสุขสายหนึ่งและอัตตกิลมถานุโยค การทรมานกายให้ลำบากเปล่าสายหนึ่ง อันผู้หวังความเจริญในธรรมพึงละเว้นเสีย ควรเดินตามทางสายกลาง คือ เดินตามอริยมรรคมีองค์แปด คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดชอบ การทำชอบ การประกอบอาชีพในทางสุจริต ความพยายามในทางที่ชอบ การตั้งสติชอบ และการทำสมาธิชอบ”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! อริยมรรค ประกอบด้วย องค์แปดเป็นทางอันประเสริฐ สามารถทำให้บุคคลที่เดินไปตามทางนี้ถึงซึ่งความสุข สงบ เย็นเต็มที่ เป็นทางเดินไปสู่อมตะ”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ถ้าภิกษุหรือใคร ๆ ก็ตามพึงอยู่โดยชอบ ปฏิบัติดำเนินตามมรรคอันประเสริฐประกอบด้วยองค์แปดนี้อยู่ โลกก็จะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์”


๑๓.กิเลส

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ปัญหาที่เผชิญอยู่เบื้องหน้าของทุก ๆ คน คือ ปัญหาเรื่องทุกข์และความดับทุกข์ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายถูกความทุกข์เสียบอยู่ทั้งทางกายและทางใจ อุปมาเหมือนผู้ถูกยิงด้วยลูกศรซึ่งกำซาบด้วยยาพิษแล้ว ญาติมิตรเห็นเข้าเกิดความกรุณา จึงพยายามช่วยถอนลูกศรนั้น แต่บุรุษผู้โง่เขลาบอกว่าต้องไปสืบให้ได้เสียก่อนว่าใครเป็นคนยิง และยิงมาจากทิศไหน ลูกศรทำด้วยไม้อะไรแล้วจึงค่อยมาถอนลูกศรออก

ภิกษุทั้งหลาย! บุรุษผู้นั้นจะต้องตายเสียก่อนเป็นแน่แท้ ความจริงเมื่อถูกยิงแล้วหน้าที่ของเขาก็คือควรพยายามถอนลูกศรออกเสียทันที ชำระแผลให้สะอาดแล้วใส่ยาและรักษาแผลให้หายสนิท หรืออีกอุปมาหนึ่งเหมือนบุคคลที่ไฟไหม้อยู่บนศีรษะ ควรรีบดับเสียโดยพลัน ไม่ควรเที่ยววิ่งหาคนผู้เอาไฟมาเผาศีรษะตน ทั้ง ๆ ที่ไฟลุกไหม้อยู่”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! สังสารวัฏฏ์นี้เต็มไปด้วยเพลิงทุกข์นานาประการโหมให้ร้อนอยู่ โดยทั่วสัตว์ทั้งหลายยังวิ่งอยู่ในกองทุกข์แห่งสังสารวัฏฏ์ ใครเล่าจะเป็นผู้ดับ ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันดับทุกข์แห่งตน

อุปมาเหมือนบุรุษสตรี ผู้รวมกันอยู่ในบริเวณกว้างแห่งหนึ่ง และต่างคนต่างถือดุ้นไฟใหญ่อันไฟลุกโพลงอยู่ทั่วแล้ว ต่างคนต่างก็วิ่งวนกันอยู่ในบริเวณนั้น และร้องกันว่า ร้อน ร้อน

ภิกษุทั้งหลาย! ครานั้นมีบุรุษผู้หนึ่งเป็นผู้ฉลาดร้องบอกให้ทุก ๆ คนทิ้งดุ้นไฟในมือของตนเสีย ผู้ที่ยอมเชื่อทิ้งดุ้นไฟก็ได้ประสบความเย็น ส่วนผู้ไม่เชื่อก็ยังคงวิ่งถือดุ้นไฟพร้อมด้วยร้องตะโกนว่า ร้อน ร้อน อยู่นั่นเอง

ภิกษุทั้งหลาย! เราตถาคตได้ทิ้งดุ้นไฟแล้ว และร้องบอกให้เธอทั้งหลายทิ้งเสียด้วย ดุ้นไฟที่กล่าวถึงนี้ คือ กิเลสทั้งมวลอันเป็นสิ่งเผาลนสัตว์ให้เร่าร้อนกระวนกระวาย”

“อารมณ์อันวิจิตร สิ่งสวยงามในโลกนี้มิใช่กาม แต่ความกำหนัดที่เกิดขึ้นเพราะการดำริต่างหากเล่าเป็นกามของคน เมื่อกระชากความพอใจออกเสียได้แล้ว สิ่งที่วิจิตรสวยงามก็อยู่อย่างเก้อ ๆ ทำพิษอะไรมิได้อีกต่อไป”







บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข

meow

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5319
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
Re: ฝากข้อคิดดีๆ (ซ้ำขออภัยนะคะ)
« Reply #179 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2013, 22:38:22 PM »
๑๔.กามคุณ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! อายตนะภายในหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ อายตนะภายนอกหก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมณ์ เป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง

ภิกษุทั้งหลาย! เราตถาคตไม่พิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะใด ๆ ที่จะครอบงำรัดตรึงใจของบุรุษได้มากเท่ารูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะแห่งสตรี

ภิกษุทั้งหลาย! เราไม่พิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ใด ๆ ที่จะสามารถครอบงำรัดตรึงใจของสตรีได้มากเท่ารูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะแห่งบุรุษ”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! กามคุณนี้เรากล่าวว่าเป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร เป็นกำลังพลแห่งมาร ภิกษุผู้ปรารถนาจะประหารมาร พึงสลัดเหยื่อแห่งมาร ขยี้พวงดอกไม้แห่งมาร และทำลายกำลังพลแห่งมารเสีย

ภิกษุทั้งหลาย! เราเคยเยาะเย้ยกามคุณ ณ โพธิมณฑลในวันที่เราตรัสรู้นั้นเองว่า ดูก่อนกาม! เราได้เห็นต้นเค้าของเจ้าแล้ว เจ้าเกิดจากความดำริคำนึงถึงนั้นเอง เราจักไม่ดำริถึงเจ้าอีก ด้วยประการฉะนี้ กามเอย! เจ้าจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้”

๑๕.ผู้ชนะตนนั้นหาได้ยาก

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! จิตนี้เป็นสิ่งที่ดิ้นรนกวัดแกว่งรักษายาก ห้ามได้ยาก ผู้มีปัญญาจึงพยายามทำจิตนี้ให้หายดิ้นรนให้เป็นจิตตรงเหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้น

ภิกษุทั้งหลาย! จิตนี้คอยแต่จะกลิ้งเกลือกลงไปคลุกเคล้ากับกามคุณ เหมือนปลาซึ่งเกิดในน้ำถูกนายพรานเบ็ดยกขึ้นจากน้ำแล้ว คอยแต่จะดิ้นรนไปในน้ำอยู่เสมอ ผู้มีปัญญาจึงพยายามยกจิตขึ้นจากการอาลัยในกามคุณให้ละบ่วงมารเสีย”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ธรรมชาติของจิตเป็นสิ่งที่ดิ้นรนกลับกลอกง่าย บางคราวปรากฏเหมือนช้างตกมัน

”ภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอจงเอาสติเป็นขอสำหรับเหนี่ยวรั้งช้าง คือ จิตที่ดิ้นรนนี้ให้อยู่ในอำนาจบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุด และควรแก่การสรรเสริญนั้น คือ ผู้ที่สามารถเอาตนของตนเองไว้ในอำนาจได้ สามารถชนะตนเองได้ ผู้ชนะตนเองได้ชื่อว่า เป็นยอดนักรบในสงคราม เธอทั้งหลายจงเป็นยอดนักรบในสงครามเถิด อย่าเป็นผู้แพ้เลย”


บันทึกการเข้า
MEOWWARATTADA.COM - สมการความสุข