About เหมียว

       เหมียวคิดว่าพวกเราหลายๆ คน คงได้รับการสอนหรือการบอกเรื่องของสมการความสุขว่า เราต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข มนุษย์ทุกคนต้องการมีความสุข เราไขว่คว้าหาความสุขมาตั้งแต่เราเกิด เหมียวเองก็เป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านี้ เหมียวตั้งใจมุ่งมั่นที่จะพยายามทำตามสมการนี้ให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เหมียวกลับกลายเป็นคนที่ไม่มีความสุขทั้งๆที่ เหมียวได้ทำได้ตามสมการแห่งความสุขนี้แล้วทุกประการ

สมการความสุขที่ได้รับมาตามมาตรฐานของสังคม คือ

       เรียนเก่งๆ ได้คะแนนสูงๆ + ได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ปริญญา + ได้ทำงานบริษัทดีๆ หรือเป็นข้าราชการ + ได้เงินเดือนเยอะๆ + มีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆ + มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีหน้ามีตา + มีรถขับ + มีบ้านดีๆ เป็นของตัวเอง = ชีวิตจะมีความสุข

       หลังจากเหมียวจบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท ด้าน Direct Marketing ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เหมียวกลับมาทำงานที่เมืองไทยโดยเริ่มต้นทำงานที่บริษัท ลีโอเบอร์เน็ต จำกัดค่ะ ตอนนั้นประสบความสำเร็จเร็วมาก เพื่อนๆก็ชื่นชม โอ้โห!..อายุ 25 ได้เงินเดือนเป็นแสนแล้ว พออายุ 29 มีรายได้เดือนละประมาณสามแสน และได้กลายเป็นนักการตลาดที่มีชื่อเสียงในวงการ มีคนชมเยอะ แล้วยังไปเป็นครูสอนหนังสือ ใครๆก็เรียกอาจารย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าความสำเร็จมันมาเร็วมาก หลังจากออกจากลีโอเบอร์เน็ตแล้วมาเป็นคอนซัลท์ค่ะ ตั้งบริษัทเอง เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นและได้เงินมากขึ้น

       เหมียวคิดว่าทุกคนคงเป็นแบบนี้ เมื่อชีวิตประสบความสำเร็จ มีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆ มีชื่อเสียง มีเงินเยอะๆ ชีวิตก็น่าจะมีความสุข โดยที่ไม่รู้เลยว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้อัตตาเราสูงขึ้นโดยธรรมชาติ เหมียวหลงอยู่กับความสำเร็จ หลงอยู่กับเงินที่เกิดจากการทำงานอยู่หลายปีค่ะ จนรู้สึกว่านิสัยตัวเองแย่ลง ความอดทนน้อยลง ในขณะที่อีโก้หรืออัตตาเพิ่มขึ้นทุกวัน จนถึงจุดหนึ่งมันก็เริ่มกลับมาทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นคนโกรธง่าย หงุดหงิดง่าย พูดจากับคนอื่นไม่ดี ตอนนั้นรู้สึกแต่ว่ามีแต่เรื่องทั้งวัน ไม่เห็นมีความสุขเลยค่ะ ทั้งๆที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี มีเงิน ซึ่งน่าจะเป็นสูตรสำเร็จหรือสมการของความสุขตามมาตรฐานของสังคม

       หลังจากนั้นเลยนั่งเขียนชาร์ตและพยายามทำความเข้าใจว่าเหมียวคนเดิมกับเหมียวคนปัจจุบันนิสัยต่างกันอย่างไร ทำไมถึงกลายเป็นคนนิสัยแย่และไม่มีความสุขไปได้ พอเขียนแล้วก็ได้คำตอบว่า เพราะเงินที่ได้เยอะขึ้น เพราะการมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆ มีชื่อเสียง มีลูกน้องหลายๆคน เป็นต้นเหตุที่ทำให้นิสัยเปลี่ยนไป แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ปฏิบัติธรรม ยังไม่เข้าใจคำว่าอีโก้หรืออัตตา สำหรับคนอื่นที่อยู่ในภาวะเดียวกับเรา อาจจะไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้ เพราะเขารู้วิธีจัดการ แต่เราถึงขั้น...หลุด แต่โชคดียังมีวันที่รู้ตัวว่าทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง เหมียวตัดสินใจวันนั้นเลยว่า ...ไม่เอาแล้ว...พอวันรุ่งขึ้นก็ไปบอกหุ้นส่วนเลยว่าจะปิดบริษัทแล้วนะ แต่กว่าจะปิดได้จริงๆก็อีกปีหนึ่งค่ะ

       ความจริงเหมียวก็ไม่ได้มีเงินเยอะเหมือนเศรษฐี ไม่ได้มีเป็นร้อยล้าน แต่ไม่กี่ล้านสำหรับเหมียวก็เยอะแล้ว และถ้าต้องทำงานแลกเงินเหล่านี้มา แล้วต้องกลายเป็นคนนิสัยไม่ดีที่ไม่มีความสุข ต่อให้มีชื่อเสียง มีเงิน มีความสำเร็จมากกว่านี้ เหมียวก็ไม่เอาอีกแล้ว ไม่คุ้มค่ะ

       จากนั้นเหมียวก็ไม่ได้ทำงานไป ๒ ปี ท่องเที่ยวคนเดียวหาคำตอบไปเรื่อยๆ คือตอนนั้นยังไม่รู้จริงๆว่าต้องทำยังไงเพราะยังไม่รู้จักธรรมะ และความที่เป็นคนชอบใช้เหตุผล ก็จะใช้วิธีแบบวิทยาศาสตร์ งั้น...เอาของไม่ดีออกไป (จากสมการ) ก่อน ก็ค่อยๆเอาออกไปทีละตัว เอาเงินออกไป เอาชื่อเสียงออกไป เอาลูกน้องออกไป เอาความสำเร็จออกไป พอเอาออกหมด นิสัยดีขึ้นเลย และมีความสุขมากขึ้น แต่ไม่มีเงินใช้ เพราะเงินเก็บหมดแล้ว งั้นคงต้องกลับไปทำงาน แต่...จะทำยังไงต่อไปเพื่อไม่ให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม

       เมื่อกลับมาทำงาน เหมียวก็สัญญากับตัวเองว่า จะทำงานฟรีแลนซ์ไปก่อน จะยังไม่กลับไปเปิดบริษัทของตัวเอง จนกว่าจะได้คำตอบว่า ไอ้ที่ไม่มีความสุขและนิสัยยังแย่ลงไปตอนนั้นน่ะเป็นเพราะอะไร คือเราจะรู้แค่ว่าการเอาเงินออกไป เอาความสะดวกออกไป ทำให้นิสัยดีขึ้น แต่ยังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมสิ่งเหล่านี้ทำร้ายเราแต่ไม่ทำร้ายบางคน เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่ใช่ทุกคนที่รวย ประสบความสำเร็จแล้วจะต้องนิสัยแย่หมด ที่นิสัยดีๆก็มี แต่ไม่ใช่เรา ทำยังไงก็ไม่ได้คำตอบนี้ จนกระทั่งมีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรม ๑๐ วันตามแนวทางของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า (www.thaidhamma.net)

       หลังจากปฏิบัติธรรมครบสิบวัน เหมียวรู้สึกว่าปลาบปลื้มมาก ร้องไห้ใหญ่เลย ปีติมาก รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่และเป็นคนที่ดี ที่มีความสุขขึ้นค่ะ เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “มนุษย์เกิดสองครั้ง ครั้งแรกคือเมื่อเกิดจากท้องแม่ และครั้งที่สองคือเมื่อพบธรรมะที่บริสุทธิ์” ซึ่งเหมียวเห็นด้วยมากค่ะ เพราะได้ผ่านและรับรู้ประสบการณ์นั้นด้วยตัวเองมาแล้ว ทุกวันนี้เข้าใจแล้วค่ะว่าสมการความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไรค่ะ

สมการความสุขที่แท้จริง

       เรียนเก่งๆ ได้คะแนนสูงๆ + ได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ปริญญา + ได้ทำงานบริษัทดีๆ หรือเป็นข้าราชการ + ได้เงินเดือนเยอะๆ + มีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆ + มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีหน้ามีตา + มีรถขับ + มีบ้านดีๆ เป็นของตัวเอง + การมีศิลปะในการดำรงชีวิต (The Art of Living) = ชีวิตจะมีความสุข

       เหมียวใช้คำว่า ศิลปะในการดำรงชีวิต (The Art of Living) ตามธรรมบรรยายของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า (http://www.dhamma.org/en/art.shtml) เพราะสิ่งที่ท่านสอนครอบคลุมแนวทางในการดำรงชีวิตในหลายๆ ด้านที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองและผู้อื่น

       ศิลปะในการดำรงชีวิต (The Art of Living) จะได้มาจากปัญญาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติธรรมค่ะ ในเมื่อเรายังต้องอยู่ในเงื่อนไขของสังคม ยังต้องมีภาระ มีหน้าที่กับครอบครัว กับสังคม เราคงจะไปอยู่ป่าเพื่อปฏิบัติธรรมอย่างเดียวไม่ได้ เราก็ต้องพยายามหาสมดุลหรือนำสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันของเราให้ได้ ซึ่งเหมียวคิดว่านี่แหละคือสิ่งที่เราควรทำ เป็นสมการความสุขที่แท้จริงค่ะ

       ขอบคุณธรรมะ... ขอบคุณธรรมะ...

       ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้พบกับธรรมะที่บริสุทธิ์และหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงค่ะ

       Be Happy นะคะ

 


The “Equation of Happiness”

There is a common equation of happiness which we all have been informed, told, or taught. Most of us has pursued for our happiness by using this equation. One of us was “me”.

However, I was heartbroken with this so called “equation of happiness” when I was in my early 30’s, because I have done and achieved everything in that equation but I was NOT happy. I have turned into a “bitch” who was called a successful business woman. I was not a happy person.

Most of us was told that if we are doing a good grade in both elementary and secondary school we will be able to get into a really good university, All of us had worked and push ourselves so hard to earn a good grade. We spent most of our time since grade 6th or 7th studying. Some of us spent every weekends at tutoring school or with special tutors in order to compete at the entrance exams. Some of us won, some of us lost. Our public universities have such a limited number of seats for new comers each year. Luckily in the past decade, Thailand has so many private universities opened for students who did not get to the public ones.

I was not a good student when I was young but I was lucky to be able to pass the entrance exam when I finished the 11th grade. I thought my life will be fine from that time onwards because university entrance exam was THE biggest “thing” for Thai student like me.

I got into the most prestige’s university and had hope that it was the “visa” to the success for my future.

Good high school grade + Good university

Then I went for my master degree in the U.S.A. which would be considered as an additional “good thing” for my profile.

Good high school grade + Good university + A master degree from U.S.A.

I came back to Bangkok with a master degree and a major in Direct Marketing, the 1st Thai person with such major. Life looked really good at the time. I was hired by the leading international advertising agency with a title of “Direct Marketing Executive”. Within 4.5 years, I was known in the marketing society as a Direct marketing expert and my title was “Direct Marketing Manager”. I started with 12,000 B. salary and ended up at 45,000 B. earning per month. I spoke in various seminar both in Thailand and SE. Asia. I was a special lecturer for various leading universities.

Good high school grade + Good university + A master degree from U.S.A. + Good job + Nice title + Manager level position + Good salary + Well known in the field + A lecturer

Five years after I left the advertising agency, I became a Managing Director of a Direct Marketing company, a few in the industry. At the age of 29 or 30, my earning has shot up to 350,000 B. per month. I was interviewed in newspaper and television. I was widely known in the marketing industry. I bought cars and own a condominium. I flew all over the world both for business and leisure.

Good high school grade + Good university + A master degree from U.S.A. + Good job + Nice title + Manager level position + Good salary + Well known in the field + A lecturer + High salary + On newspaper/TV regularly + Owned cars + Own a place to live = HAPPINESS

Or

Good school + Good grades + Good University + A Master degree + Good job in a reputable company + Good Salary + Title + Position + Fame + Car + House = HAPPINESS

All of these thing should add up to HAPPINESS.

When I was in early 30’s, there was an event which has made me realized that I was NOT happy at all.

I was down. I was heart broken from the equation of happiness. I did not understand why I was not happy since I had followed and achieved everything in that equation.

I drew a picture, trying to understand WHY I turned out to be such an unhappy bitch!

I thought that there must be something missing in that equation. If I wanted to be happy I need to find the missing factors.

One year and 3 months after the day I drew this picture, I stopped working. I hope that if I get the “success, money, fame and being a boss” out of my life, I would be a nicer and happier person.

For almost 2 years, I traveled for months, backpacking in many countries by myself. I tried to review everything that happened in my life since I was born. I was trying to find the missing factors. I also get to do the one thing that I am passionate with, scuba diving. I spent all the savings that I had.

I became a nicer person, less complain, less stress … but no money.

There were questions which I intended to find the answers;

  1. Why did I born?
  2. When I die, I cannot take anything from the equation with me so why do I have to earn and accumulate those things?
  3. What should I be doing between birth and death? What have I done?
  4. Why wasn’t I happy when I had money, success, fame, etc.?
  5. What is (or are) missing from the equation of happiness?

When I ran out of money, I was not happy either. I need to have money to have a good life so I had one additional question which was;

  1. If I need to have money and materials, how can I prevent myself from being a bitch again?

I had to come back to work for my living because I had no money left. I promised myself that I will not reactivate my company again until I find the answers of all the questions I had.

Less than a year after I worked as a freelance consultant, I came in contact with Dhamma. I attended a 10-day Vipassana course taught by S.N.Goenka. (www.dhamma.org, www.thaidhamma.net)

I got the answers of my questions during these 10 days. These 10 days were the most difficult but the most valuable gift I have ever given to myself.

I found that there were a few missing factors in the equation of happiness I have known.

Here is my new “Equation of Happiness:

Good school + Good grades + Good University + A Master degree + Good job in a reputable company + Good Salary + Title + Position + Fame + Car + House + The Art of Living = HAPPINESS

I use the word “The Art of Living” according to my teacher’s discourses (http://www.dhamma.org/en/art.shtml). It covers various aspects of living a good life. Good for oneself and good for others.
The art of living will be earned by gaining wisdom through “personal, direct experience of the universal law of nature” or Dhamma.

Live a good life. We are all living in a material world, we need to have money and material of be happy but we also need to live skillfully too.